The Prachakorn

อยู่คนเดียวไม่เท่ากับโดดเดี่ยว: ความท้าทายของผู้สูงอายุในสังคมสูงวัย


อาตีซะห์ วาแมง

16 พฤศจิกายน 2569
12



เมื่อสังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครอบครัว รูปแบบการอยู่อาศัย และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคม หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ จำนวนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (2567) พบว่า สัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวเพิ่มจากร้อยละ 3.6 ในปี 2537 เป็นร้อยละ 12.9 ในปี 2567 ขณะที่ผู้สูงอายุร้อยละ 22.6 อาศัยอยู่กับคู่สมรส และร้อยละ 64.5 อาศัยอยู่กับบุคคลอื่น1 

ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567

ตัวเลขดังกล่าวอาจทำให้เรากังวลว่า การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวกำลังสะท้อนปัญหาความโดดเดี่ยวที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ อาจต้องทำความเข้าใจก่อนว่า

“อยู่คนเดียว” กับ “โดดเดี่ยว” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

“อยู่คนเดียว” ไม่ได้แปลว่า “โดดเดี่ยว”

ในชีวิตประจำวัน เราอาจคุ้นเคยกับการใช้คำว่า “อยู่คนเดียว” และ “โดดเดี่ยว” ในความหมายใกล้เคียงกัน แต่ในทางวิชาการ ทั้งสองแนวคิดมีความแตกต่างกัน

“การอยู่คนเดียว” เป็นเรื่องของรูปแบบการอยู่อาศัย หมายถึง การที่บุคคลอาศัยอยู่ในครัวเรือนเพียงลำพังขณะที่ “ความโดดเดี่ยว” หรือ loneliness เป็นความรู้สึกส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลรู้สึกว่าความสัมพันธ์ทางสังคมที่ตนมีไม่เพียงพอกับความต้องการของตน ส่วน “การแยกตัวทางสังคม” หรือ social isolation เกี่ยวข้องกับการมีปฏิสัมพันธ์และเครือข่ายทางสังคมที่จำกัด2 ทั้งนี้ การอยู่คนเดียวไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดความโดดเดี่ยวเสมอไป แม้งานศึกษาจำนวนหนึ่งจะพบว่าการอยู่คนเดียวเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความโดดเดี่ยวและการแยกตัวทางสังคม แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเหมือนกันในผู้สูงอายุทุกคน2 

งานศึกษาผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียวในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งใช้การศึกษาเชิงชาติพันธุ์วรรณนาเป็นเวลา 18 เดือน พบภาพที่น่าสนใจว่า ผู้สูงอายุไม่ได้เพียง “อยู่ตามลำพัง” แต่สามารถจัดการชีวิตประจำวันและสร้างเครือข่ายการดูแลที่ไม่เป็นทางการกับเพื่อนบ้าน เพื่อน คนในชุมชน และบุคคลรอบตัว เพื่อช่วยรักษาความเป็นอยู่ที่ดีและความเป็นอิสระของตนเอง3 ดังนั้น ผู้สูงอายุคนหนึ่งอาจอยู่คนเดียวแต่ไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวเลยก็ได้ เขาอาจมีลูกหลานที่โทรศัพท์มาพูดคุยเป็นประจำ มีเพื่อนบ้านที่แวะเวียนมาหา มีเพื่อนในชุมชน หรือเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ในทางกลับกัน ผู้สูงอายุบางคนอาจอาศัยอยู่กับครอบครัวหลายคน แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะขาดการพูดคุย การรับฟัง หรือความรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์เหล่านั้น

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า การถามเพียงว่า “ผู้สูงอายุอยู่กับใคร?” อาจไม่เพียงพอสำหรับการทำความเข้าใจคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ

เมื่อ “การอยู่คนเดียว” กลายเป็นความเปราะบาง

การอยู่คนเดียวไม่ได้หมายความว่าผู้สูงอายุทุกคนกำลังประสบปัญหา แต่ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นเมื่อการอยู่คนเดียวเกิดขึ้นพร้อมกับเงื่อนไขอื่น ๆ เช่น รายได้ไม่เพียงพอ มีข้อจำกัดด้านสุขภาพ เคลื่อนไหวลำบาก ที่อยู่อาศัยไม่ปลอดภัย หรือมีเครือข่ายทางสังคมที่จำกัด

งานวิจัยในประเทศไทยพบว่ารูปแบบการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุมีความสัมพันธ์กับปัจจัยหลายด้าน เช่น   สถานภาพสมรส จำนวนสมาชิกในครัวเรือน ระดับการพึ่งพิง และประเภทของผู้ดูแล4 นอกจากนี้ งานวิจัยในผู้สูงอายุชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยยังพบว่า ความโดดเดี่ยวมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โดยปัจจัยด้านอายุ รายได้ต่อเดือน แหล่งที่มาของรายได้ การศึกษา ประกันสุขภาพ โรคร่วม รวมถึงความหวังและความโดดเดี่ยว ล้วนมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุ5 

สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า “มีใครอยู่ในบ้านหรือไม่” แต่คือ “เมื่อเกิดเหตุจำเป็น ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาใครได้บ้าง?”

ที่มา: สร้างโดยผู้เขียนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่าน ChatGPT

ลองมองให้ไกลกว่าคำว่า “อยู่คนเดียว” ไปที่ชีวิตประจำวันจริง ๆ ของพวกเขา เพราะในวันที่เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นมา เรื่องเล็ก ๆ ที่เคยจัดการได้ด้วยตัวเองอาจกลายเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น เมื่อผู้สูงอายุหกล้มในบ้าน ใครจะเป็นคนเข้ามาช่วยเหลือ ใครจะพาไปโรงพยาบาล ใครจะช่วยซื้อยาถ้าไม่สามารถเดินทางได้ หรือแม้แต่วันที่ต้องการใครสักคนพูดคุย สิ่งเหล่านี้ ล้วนทำให้เห็นว่า การมีชีวิตอยู่เพียงลำพังไม่ได้หมายความว่าต้องจัดการทุกอย่างเพียงลำพังเสมอไป

สิ่งที่สำคัญจึงอาจไม่ใช่จำนวนคนที่อยู่ร่วมบ้าน แต่คือ “การมีคนหรือเครือข่ายที่สามารถเชื่อมต่อและเข้ามาช่วยเหลือได้เมื่อจำเป็น”

บทเรียนจากต่างประเทศ: ปัญหาไม่ได้มีเพียงการอยู่คนเดียว

บทเรียนจากต่างประเทศสะท้อนว่า การดูแลผู้สูงอายุต้องมองให้ไกลกว่ารูปแบบการอยู่อาศัย เพราะความเปราะบางอาจเกิดจากการขาดเครือข่ายทางสังคม รายได้ไม่เพียงพอ หรือการเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้ยาก ดังตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์

  1. ญี่ปุ่น: ให้ความสำคัญกับปัญหาการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว หรือ kodokushi ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อบุคคลเสียชีวิตโดยไม่มีผู้รับรู้หรือเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที ผ่านกรณีโครงการป้องกันการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวของรัฐบาลญี่ปุ่นในปี 2550 (ค.ศ. 2007) และชุมชนที่พักอาศัยโทคิวาดะอิระ ซึ่งใช้การทักทาย การจัดกิจกรรมพบปะ และระบบติดตามความเป็นอยู่เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้อยู่อาศัย6 สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเครือข่ายชุมชนและช่องทางขอความช่วยเหลือ
  2. เกาหลีใต้: รายงาน Pensions at a Glance 2025 ของ OECD7 ระบุว่า ผู้มีอายุ 66 ปีขึ้นไปในเกาหลีใต้ราวร้อยละ 40 มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนสัมพัทธ์ ซึ่งกำหนดไว้ที่ร้อยละ 50 ของรายได้ครัวเรือนมัธยฐานที่ปรับตามขนาดครัวเรือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการดูแลผู้สูงอายุต้องคำนึงถึงความมั่นคงทางรายได้และการเข้าถึงสิ่งจำเป็น ควบคู่กับการดูแลทางสังคม
  3. สิงคโปร์: มี Pioneer Generation Package สำหรับประชาชนรุ่นบุกเบิกที่เข้าเกณฑ์ โดยสนับสนุนผ่านเงินเติมบัญชี MediSave เงินอุดหนุนค่ารักษาผู้ป่วยนอกและเบี้ยประกัน MediShield Life รวมถึงความช่วยเหลือด้านความพิการตามเงื่อนไขโครงการ8 มาตรการนี้แสดงให้เห็นบทบาทของภาครัฐในการลดภาระค่าใช้จ่ายและช่วยให้ผู้สูงอายุที่มีสิทธิเข้าถึงบริการสุขภาพได้ต่อเนื่อง

ตัวอย่างจากทั้งสามประเทศแสดงให้เห็นว่า การดูแลผู้สูงอายุต้องอาศัยทั้งเครือข่ายชุมชน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และบริการสุขภาพที่เข้าถึงได้จริง แต่ระบบเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อความรับผิดชอบในการดูแลไม่ได้ตกอยู่กับครอบครัวเพียงฝ่ายเดียว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การลดบทบาทของครอบครัว แต่คือการทำให้ครอบครัวมีระบบสนับสนุนที่ช่วยแบ่งเบาภาระและเติมเต็มข้อจำกัดในการดูแลได้ 

เมื่อ “ครอบครัว” ไม่ใช่คำตอบเดียว

ครอบครัวถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญต่อการดูแลผู้สูงอายุ แต่ในสังคมที่โครงสร้างครอบครัวกำลังเปลี่ยนแปลง การพึ่งพาครอบครัวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

ครัวเรือนมีขนาดเล็กลง การมีบุตรลดลง ลูกหลานอาจย้ายถิ่นเพื่อการศึกษาและการทำงาน ขณะที่สมาชิกในครอบครัวเองก็มีภาระและข้อจำกัดในการดูแล สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า “ครอบครัวกำลังหายไป” แต่หมายความว่า รูปแบบการพึ่งพาระหว่างสมาชิกในครอบครัวกำลังเปลี่ยนแปลง ดังนั้น การดูแลผู้สูงอายุจึงไม่ควรถูกวางไว้เป็นหน้าที่ของครอบครัวเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ต้องมีระบบสนับสนุนจากชุมชนและสังคมเข้ามาหนุนเสริม

งานวิจัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยที่ศึกษาผู้สูงอายุกว่า 1,000 คน พบความสัมพันธ์ระหว่างการแยกตัวทางสังคม ทุนทางสังคม และคุณภาพชีวิต โดยสะท้อนให้เห็นความสำคัญของเครือข่ายทางสังคมและการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุ9 กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ “คนที่อยู่รอบตัว” อาจมีความสำคัญไม่แพ้ “คนที่อยู่ในบ้านเดียวกัน”

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกยังให้ความสำคัญกับการลดการแยกตัวทางสังคมและความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุ โดยเสนอแนวทางทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และสังคม เช่น การสร้างกลุ่มกิจกรรม การสนับสนุนจากเพื่อน การปรับปรุงระบบขนส่ง สภาพแวดล้อม และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล2 

เราควรเตรียมสังคมอย่างไร?

หากเป้าหมายไม่ใช่การทำให้ผู้สูงอายุทุกคนต้องกลับมาอยู่รวมกับครอบครัว คำถามต่อมาคือ แล้วเราควรสร้างสังคมแบบใดเพื่อรองรับผู้สูงอายุที่อาจต้องอยู่คนเดียว?

คำตอบอาจต้องเกิดขึ้นในหลายระดับ

  1. ระดับบุคคล ควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้ตามศักยภาพ ทั้งการดูแลสุขภาพ การจัดการชีวิตประจำวัน และการใช้ช่องทางติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
  2. ระดับครอบครัวและชุมชน สนับสนุนการเยี่ยมบ้านและติดตามความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุผ่านความร่วมมือของ อสม. เพื่อนบ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ควบคู่กับการใช้พื้นที่ส่วนกลางของชุมชน เพื่อส่งเสริมกิจกรรมและการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุ
  3. ระดับท้องถิ่นและภาครัฐ ควรเชื่อมโยงหน่วยงานท้องถิ่นกับบริการสุขภาพให้ทำงานร่วมกัน เช่น ระบบดูแลระยะยาว (Long-Term Care: LTC) ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชนผ่านแผนการดูแลรายบุคคล 

ดังนั้น แนวคิดเรื่อง “ชุมชนที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ” จึงมีความสำคัญ เพราะสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมสามารถมีส่วนช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างมีสุขภาวะและยังคงมีส่วนร่วมกับสังคมได้10

สิ่งสำคัญคือ นโยบายไม่ควรตั้งต้นจากสมมติฐานว่า “ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวคือผู้สูงอายุที่มีปัญหา” เพราะผู้สูงอายุแต่ละคนมีความสามารถ ทรัพยากร ความต้องการ และเครือข่ายทางสังคมแตกต่างกัน เป้าหมายจึงไม่ใช่การทำให้ผู้สูงอายุทุกคน “ไม่อยู่คนเดียว” แต่คือการทำให้ผู้สูงอายุมีทางเลือก มีเครือข่าย และเข้าถึงความช่วยเหลือได้เมื่อจำเป็น

จาก “ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว” สู่ “สังคมที่ไม่ปล่อยให้ใครอยู่ลำพัง”

การเข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้เราต้องกลับมาทบทวนความหมายของคำว่า “การดูแลผู้สูงอายุ” ใหม่ จากเรื่องภายในครอบครัวไปสู่ความรับผิดชอบร่วมกันของชุมชน ท้องถิ่น และภาครัฐ ผ่านบริการที่เข้าถึงได้ เครือข่ายที่พึ่งพาได้ และพื้นที่ที่เอื้อให้ผู้สูงอายุยังคงมีส่วนร่วมในสังคม เพราะคุณภาพชีวิตในวัยสูงอายุไม่ควรขึ้นอยู่กับว่าผู้สูงอายุมีลูกหลานอยู่ใกล้แค่ไหน แต่ควรขึ้นอยู่กับว่า “เมื่อเผชิญความยากลำบาก เขามีทางเลือกและได้รับ
ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมหรือไม่”

ดังนั้น สังคมที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องทำให้ผู้สูงอายุมีคนอยู่ข้างกายตลอดเวลา แต่อาจเป็นเพียงใครสักคนที่พร้อมจะอยู่ตรงนั้น เมื่อวันที่ต้องการความช่วยเหลือมาถึง

อยู่คนเดียวได้ แต่ไม่ควรถูกทิ้งให้อยู่ลำพัง!


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม.
  2. World Health Organization. (2021). Social isolation and loneliness among older people: Advocacy brief. World Health Organization. 
  3. Siriintawong, S. (2026). Ageing alone and well-being: Ethnographic insights from older adults in Northern Thailand. Journal of Cross-Cultural Gerontology. https://doi.org/10.1007/s10823-026-09566-z
  4. Iamtrakul, P., & Chayphong, S. (2022). Exploring the influencing factors on living alone and social isolation among older adults in rural areas of Thailand. International Journal of Environmental Research and Public Health, 19(21), 14572. https://doi.org/10.3390/ijerph192114572
  5. Choompunuch, B., Wuttaphan, N., & Suk-Erb, W. (2025). Hope and loneliness as predictors of quality of life among rural older adults in Thailand: A cross-sectional study. International Journal of Environmental Research and Public Health, 22(8), 1189. https://doi.org/10.3390/ijerph22081189
  6. Oh, D. L. (2023). Discourses on lonely death (kodokushi) in Japan: Development of community discourse and directions in welfare for the aging in Japan. Seoul Journal of Japanese Studies, 9(1), 53–82.
  7. Organisation for Economic Co-operation and Development. (2025). Pensions at a Glance 2025: OECD and G20 Indicators. OECD Publishing:  Paris. https://doi.org/10.1787/e40274c1-en.
  8. Ministry of Health Singapore. (2025). Pioneer Generation Package. https://www.moh.gov.sg/managing-expenses/schemes-and-subsidies/pioneer-generation-package/
  9. Srichai, S., Aunthakhot, K., & Laohasiriwong, W. (2026). Social isolation, social capitals, and quality of life among the elderly during the COVID-19 pandemic in the Northeast of Thailand. Studies in Health Technology and Informatics, 336, 2019–2023. https://doi.org/10.3233/SHTI260605
  10. World Health Organization. (2023). National programmes for age-friendly cities and communities: A guide. World Health Organization.


 

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th