เมื่อสังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครอบครัว รูปแบบการอยู่อาศัย และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคม หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ จำนวนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (2567) พบว่า สัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวเพิ่มจากร้อยละ 3.6 ในปี 2537 เป็นร้อยละ 12.9 ในปี 2567 ขณะที่ผู้สูงอายุร้อยละ 22.6 อาศัยอยู่กับคู่สมรส และร้อยละ 64.5 อาศัยอยู่กับบุคคลอื่น1

ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567
ตัวเลขดังกล่าวอาจทำให้เรากังวลว่า การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวกำลังสะท้อนปัญหาความโดดเดี่ยวที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ อาจต้องทำความเข้าใจก่อนว่า
“อยู่คนเดียว” กับ “โดดเดี่ยว” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ในชีวิตประจำวัน เราอาจคุ้นเคยกับการใช้คำว่า “อยู่คนเดียว” และ “โดดเดี่ยว” ในความหมายใกล้เคียงกัน แต่ในทางวิชาการ ทั้งสองแนวคิดมีความแตกต่างกัน
“การอยู่คนเดียว” เป็นเรื่องของรูปแบบการอยู่อาศัย หมายถึง การที่บุคคลอาศัยอยู่ในครัวเรือนเพียงลำพังขณะที่ “ความโดดเดี่ยว” หรือ loneliness เป็นความรู้สึกส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลรู้สึกว่าความสัมพันธ์ทางสังคมที่ตนมีไม่เพียงพอกับความต้องการของตน ส่วน “การแยกตัวทางสังคม” หรือ social isolation เกี่ยวข้องกับการมีปฏิสัมพันธ์และเครือข่ายทางสังคมที่จำกัด2 ทั้งนี้ การอยู่คนเดียวไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดความโดดเดี่ยวเสมอไป แม้งานศึกษาจำนวนหนึ่งจะพบว่าการอยู่คนเดียวเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความโดดเดี่ยวและการแยกตัวทางสังคม แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเหมือนกันในผู้สูงอายุทุกคน2
งานศึกษาผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียวในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งใช้การศึกษาเชิงชาติพันธุ์วรรณนาเป็นเวลา 18 เดือน พบภาพที่น่าสนใจว่า ผู้สูงอายุไม่ได้เพียง “อยู่ตามลำพัง” แต่สามารถจัดการชีวิตประจำวันและสร้างเครือข่ายการดูแลที่ไม่เป็นทางการกับเพื่อนบ้าน เพื่อน คนในชุมชน และบุคคลรอบตัว เพื่อช่วยรักษาความเป็นอยู่ที่ดีและความเป็นอิสระของตนเอง3 ดังนั้น ผู้สูงอายุคนหนึ่งอาจอยู่คนเดียวแต่ไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวเลยก็ได้ เขาอาจมีลูกหลานที่โทรศัพท์มาพูดคุยเป็นประจำ มีเพื่อนบ้านที่แวะเวียนมาหา มีเพื่อนในชุมชน หรือเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ในทางกลับกัน ผู้สูงอายุบางคนอาจอาศัยอยู่กับครอบครัวหลายคน แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะขาดการพูดคุย การรับฟัง หรือความรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์เหล่านั้น
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า การถามเพียงว่า “ผู้สูงอายุอยู่กับใคร?” อาจไม่เพียงพอสำหรับการทำความเข้าใจคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ
การอยู่คนเดียวไม่ได้หมายความว่าผู้สูงอายุทุกคนกำลังประสบปัญหา แต่ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นเมื่อการอยู่คนเดียวเกิดขึ้นพร้อมกับเงื่อนไขอื่น ๆ เช่น รายได้ไม่เพียงพอ มีข้อจำกัดด้านสุขภาพ เคลื่อนไหวลำบาก ที่อยู่อาศัยไม่ปลอดภัย หรือมีเครือข่ายทางสังคมที่จำกัด
งานวิจัยในประเทศไทยพบว่ารูปแบบการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุมีความสัมพันธ์กับปัจจัยหลายด้าน เช่น สถานภาพสมรส จำนวนสมาชิกในครัวเรือน ระดับการพึ่งพิง และประเภทของผู้ดูแล4 นอกจากนี้ งานวิจัยในผู้สูงอายุชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยยังพบว่า ความโดดเดี่ยวมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โดยปัจจัยด้านอายุ รายได้ต่อเดือน แหล่งที่มาของรายได้ การศึกษา ประกันสุขภาพ โรคร่วม รวมถึงความหวังและความโดดเดี่ยว ล้วนมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุ5
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า “มีใครอยู่ในบ้านหรือไม่” แต่คือ “เมื่อเกิดเหตุจำเป็น ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาใครได้บ้าง?”

ที่มา: สร้างโดยผู้เขียนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่าน ChatGPT
ลองมองให้ไกลกว่าคำว่า “อยู่คนเดียว” ไปที่ชีวิตประจำวันจริง ๆ ของพวกเขา เพราะในวันที่เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นมา เรื่องเล็ก ๆ ที่เคยจัดการได้ด้วยตัวเองอาจกลายเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น เมื่อผู้สูงอายุหกล้มในบ้าน ใครจะเป็นคนเข้ามาช่วยเหลือ ใครจะพาไปโรงพยาบาล ใครจะช่วยซื้อยาถ้าไม่สามารถเดินทางได้ หรือแม้แต่วันที่ต้องการใครสักคนพูดคุย สิ่งเหล่านี้ ล้วนทำให้เห็นว่า การมีชีวิตอยู่เพียงลำพังไม่ได้หมายความว่าต้องจัดการทุกอย่างเพียงลำพังเสมอไป
สิ่งที่สำคัญจึงอาจไม่ใช่จำนวนคนที่อยู่ร่วมบ้าน แต่คือ “การมีคนหรือเครือข่ายที่สามารถเชื่อมต่อและเข้ามาช่วยเหลือได้เมื่อจำเป็น”
บทเรียนจากต่างประเทศสะท้อนว่า การดูแลผู้สูงอายุต้องมองให้ไกลกว่ารูปแบบการอยู่อาศัย เพราะความเปราะบางอาจเกิดจากการขาดเครือข่ายทางสังคม รายได้ไม่เพียงพอ หรือการเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้ยาก ดังตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์
ตัวอย่างจากทั้งสามประเทศแสดงให้เห็นว่า การดูแลผู้สูงอายุต้องอาศัยทั้งเครือข่ายชุมชน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และบริการสุขภาพที่เข้าถึงได้จริง แต่ระบบเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อความรับผิดชอบในการดูแลไม่ได้ตกอยู่กับครอบครัวเพียงฝ่ายเดียว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การลดบทบาทของครอบครัว แต่คือการทำให้ครอบครัวมีระบบสนับสนุนที่ช่วยแบ่งเบาภาระและเติมเต็มข้อจำกัดในการดูแลได้
ครอบครัวถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญต่อการดูแลผู้สูงอายุ แต่ในสังคมที่โครงสร้างครอบครัวกำลังเปลี่ยนแปลง การพึ่งพาครอบครัวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
ครัวเรือนมีขนาดเล็กลง การมีบุตรลดลง ลูกหลานอาจย้ายถิ่นเพื่อการศึกษาและการทำงาน ขณะที่สมาชิกในครอบครัวเองก็มีภาระและข้อจำกัดในการดูแล สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า “ครอบครัวกำลังหายไป” แต่หมายความว่า รูปแบบการพึ่งพาระหว่างสมาชิกในครอบครัวกำลังเปลี่ยนแปลง ดังนั้น การดูแลผู้สูงอายุจึงไม่ควรถูกวางไว้เป็นหน้าที่ของครอบครัวเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ต้องมีระบบสนับสนุนจากชุมชนและสังคมเข้ามาหนุนเสริม
งานวิจัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยที่ศึกษาผู้สูงอายุกว่า 1,000 คน พบความสัมพันธ์ระหว่างการแยกตัวทางสังคม ทุนทางสังคม และคุณภาพชีวิต โดยสะท้อนให้เห็นความสำคัญของเครือข่ายทางสังคมและการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุ9 กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ “คนที่อยู่รอบตัว” อาจมีความสำคัญไม่แพ้ “คนที่อยู่ในบ้านเดียวกัน”
ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกยังให้ความสำคัญกับการลดการแยกตัวทางสังคมและความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุ โดยเสนอแนวทางทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และสังคม เช่น การสร้างกลุ่มกิจกรรม การสนับสนุนจากเพื่อน การปรับปรุงระบบขนส่ง สภาพแวดล้อม และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล2
หากเป้าหมายไม่ใช่การทำให้ผู้สูงอายุทุกคนต้องกลับมาอยู่รวมกับครอบครัว คำถามต่อมาคือ แล้วเราควรสร้างสังคมแบบใดเพื่อรองรับผู้สูงอายุที่อาจต้องอยู่คนเดียว?
คำตอบอาจต้องเกิดขึ้นในหลายระดับ
ดังนั้น แนวคิดเรื่อง “ชุมชนที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ” จึงมีความสำคัญ เพราะสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมสามารถมีส่วนช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างมีสุขภาวะและยังคงมีส่วนร่วมกับสังคมได้10
สิ่งสำคัญคือ นโยบายไม่ควรตั้งต้นจากสมมติฐานว่า “ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวคือผู้สูงอายุที่มีปัญหา” เพราะผู้สูงอายุแต่ละคนมีความสามารถ ทรัพยากร ความต้องการ และเครือข่ายทางสังคมแตกต่างกัน เป้าหมายจึงไม่ใช่การทำให้ผู้สูงอายุทุกคน “ไม่อยู่คนเดียว” แต่คือการทำให้ผู้สูงอายุมีทางเลือก มีเครือข่าย และเข้าถึงความช่วยเหลือได้เมื่อจำเป็น
การเข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้เราต้องกลับมาทบทวนความหมายของคำว่า “การดูแลผู้สูงอายุ” ใหม่ จากเรื่องภายในครอบครัวไปสู่ความรับผิดชอบร่วมกันของชุมชน ท้องถิ่น และภาครัฐ ผ่านบริการที่เข้าถึงได้ เครือข่ายที่พึ่งพาได้ และพื้นที่ที่เอื้อให้ผู้สูงอายุยังคงมีส่วนร่วมในสังคม เพราะคุณภาพชีวิตในวัยสูงอายุไม่ควรขึ้นอยู่กับว่าผู้สูงอายุมีลูกหลานอยู่ใกล้แค่ไหน แต่ควรขึ้นอยู่กับว่า “เมื่อเผชิญความยากลำบาก เขามีทางเลือกและได้รับ
ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมหรือไม่”
ดังนั้น สังคมที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องทำให้ผู้สูงอายุมีคนอยู่ข้างกายตลอดเวลา แต่อาจเป็นเพียงใครสักคนที่พร้อมจะอยู่ตรงนั้น เมื่อวันที่ต้องการความช่วยเหลือมาถึง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
