การดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคตับ โรคหัวใจ มะเร็งชนิดต่างๆ และยังส่งผลต่อสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล ตลอดจนเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุทางถนนและความรุนแรงในครอบครัว1 คุณผู้อ่านเคยสงสัยกันไหมคะว่า ทำไมเดินไปทางไหนในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น เรามักเจอร้านสะดวกซื้อที่ขาย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือผับบาร์ตั้งอยู่? แล้วการที่เราหาซื้อเครื่องดื่มเหล่านี้ได้ง่าย ส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตและความปลอดภัยของเราบ้าง? และคำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ จำนวนร้านค้าเกี่ยวข้องอะไรกับการดื่มเหล้า?
งานวิจัยจากประเทศออสเตรเลียและการทบทวนวรรณกรรมในประเทศเวลส์ได้ให้คำตอบจากคำถามข้างต้นที่ตรงกันว่า พื้นที่ไหนที่มีร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งอยู่หนาแน่น พื้นที่นั้นมักพบปัญหาการทะเลาะวิวาท การได้รับบาดเจ็บ การเข้ารักษาตัวฉุกเฉินในโรงพยาบาล2, 3 นอกจากนี้ ประเภทของร้านค้า ยังส่งผลต่อการเกิดปัญหาไม่เหมือนกัน โดยร้านที่เน้นนั่งดื่มในร้าน เช่น ผับ บาร์ สถานบันเทิง มักพบปัญหาความรุนแรง การทะเลาะวิวาท และการทำร้ายร่างกาย ในขณะที่ร้านค้าปลีกที่ซื้อกลับไปดื่มที่อื่น เช่น ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต พบการดื่มในปริมาณที่มากขึ้น การดื่มเป็นประจำทุกวัน จนนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะติดแอลกอฮอล์2, 3
องค์การอนามัยโลกระบุว่า มาตรการที่มีประสิทธิผลและคุ้มค่าในการลดผลกระทบเหล่านี้4 คือ การลดการเข้าถึงทางกายภาพ (physical availability) ซึ่งหมายถึง การบริหารจัดการการออกใบอนุญาตขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อควบคุมจำนวน ความหนาแน่น และกำกับพฤติกรรมของผู้ขาย5
ทีนี้เรามาอ่านกันต่อค่ะว่า ต่างประเทศควบคุมการขายเหล้าอย่างไร?
ผู้เขียนขอยกตัวอย่าง 2 ประเทศ ได้แก่ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย และประเทศสิงคโปร์ เพราะสองประเทศนี้ใช้การออกใบอนุญาตขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือสร้างความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้คนในสังคม เรามาเริ่มที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลียกันก่อนค่ะ
รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ใช้กฎหมาย Liquor Act 2007 กำกับดูแลโดยสำนักงานกำกับดูแลสุราและการพนัน กฎหมายนี้มีแนวคิด คือ การออกใบอนุญาตตามระดับความเสี่ยง (risk-based licensing) ด้วยการจำแนกใบอนุญาตตามลักษณะกิจการ เช่น โรงแรม บาร์ ร้านอาหาร สโมสร ร้านค้าปลีก หรือผู้ค้าส่ง แต่ละประเภทมีข้อกำหนดเรื่องเวลาและสถานที่แตกต่างกัน เช่น บาร์หรือไนต์คลับที่เปิดดึกเป็นสถานที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดปัญหามีการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยร้านเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขความปลอดภัย เช่น ติดตั้งกล้องวงจรปิด จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัย มีสมุดการจดบันทึกเหตุการณ์ และควบคุมความปลอดภัยรอบบริเวณร้าน ในขณะที่ร้านค้าปลีกที่ซื้อกลับไปดื่มที่อื่นต้องจำหน่ายตามเวลาที่กฎหมายกำหนด การแสดงป้ายเตือน รวมทั้งห้ามขายให้ผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี หรือคนที่อยู่ในอาการมึนเมา6 นอกจากนี้ ยังมีมาตรการ Lockout ซึ่งกำหนดให้สถานบริการบางประเภทหยุดรับลูกค้าใหม่หลังเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อลดความเสี่ยงจากความรุนแรงในช่วงกลางคืน ในขณะที่มาตรการระยะ 50 เมตร กำหนดให้ผู้ที่ถูกปฏิเสธหรือเชิญออกจากสถานบริการต้องอยู่ห่างจากสถานบริการตามระยะที่กำหนด เพื่อป้องกันการกลับมาก่อเหตุซ้ำ (รูปที่ 1)

รูปที่ 1: ตัวอย่างป้ายเตือนและข้อกำหนดตามกฎหมายสุราของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย
การเปิดร้านขายเหล้าในประเทศออสเตรเลีย ผู้ประกอบการต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบต่อชุมชน ก่อนยื่นขอรับใบอนุญาต เพื่อเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่หรือในชุมชน ตำรวจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและคัดค้านการเปิดร้านได้ นอกจากนี้ ผู้ขายต้องผ่านการฝึกอบรมการให้บริการเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างรับผิดชอบ หรือ Responsible Service of Alcohol (RSA) หากร้านใดฝ่าฝืนหรือปล่อยให้เกิดปัญหาความวุ่นวาย เจ้าหน้าที่สามารถสั่งปรับ กำหนดเงื่อนไขเพิ่ม สั่งระงับ หรือเพิกถอนใบอนุญาตได้6
สำหรับประเทศสิงคโปร์ ใช้กฎหมาย Liquor Control Act 2015 มี “กองอนุญาตและกำกับดูแล” สำนักงานตำรวจสิงคโปร์ เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย โดยแบ่งประเภทใบอนุญาตให้เหมาะสมกับลักษณะของกิจการ เช่น Class 1A (ผับ บาร์ ไนต์คลับ) ขายเพื่อดื่มในร้านได้ถึงเวลา 24.00 น. หากจะขายหลังจากเวลาที่กำหนด ต้องยื่นขอขยายเวลาเป็นพิเศษ Class 1B (ร้านอาหาร คาเฟ่ในย่านที่อยู่อาศัย) ขายได้ถึง 22.00 น. เท่านั้น Class 3A และ 3B (ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าปลีก) จำกัดเวลาขายเพื่อนำกลับไปดื่มเวลา 07.00 – 22.30 น. และ Class 4 และ 5 เป็นใบอนุญาตสำหรับผู้ค้าส่งและการจัดงานเทศกาลชั่วคราว ซึ่งอนุญาตให้ขายได้ไม่เกิน 30 วัน นอกจากนี้ ตำรวจสามารถใช้พฤติกรรมการปฏิบัติตามกฎหมายและประวัติข้อร้องเรียนในอดีต มาเป็นเกณฑ์ในการอนุมัติหรือปฏิเสธการขอขยายเวลาขายได้ และหากร้านไหนทำให้เกิดปัญหาหรือก่อความวุ่นวาย ใบอนุญาตจะถูกยึด6
คุณผู้อ่านสงสัยเหมือนผู้เขียนไหมคะว่า แล้วกฎหมายเหล่านี้ใช้ลดผลกระทบได้จริงหรือ?
หลักฐานจากการประเมินผลกฎหมายในประเทศออสเตรเลียรายงานว่า การจำกัดจำนวนร้านค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การควบคุมประเภทใบอนุญาต และการกำหนดเวลาขาย สามารถลดการดื่มที่เป็นอันตราย และลดอัตราการเกิดเหตุอาชญากรรม ตลอดจนคดีความรุนแรงลงได้7 ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์ พบว่าการจำกัดเวลาขายและเวลาดื่มตามเงื่อนไขใบอนุญาต ป้องกันการทะเลาะวิวาท ความวุ่นวาย และอาชญากรรมได้8
ผู้เขียนพาผู้อ่านมาร่วมเรียนรู้ในประเทศไทยกันค่ะว่า การควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วยลดผลกระทบของคนในสังคมได้จริงหรือไม่? ติดตามคำตอบได้ในบทความเรื่อง “การควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยจากปัจจุบันสู่อนาคต”
เอกสารอ้างอิง
