The Prachakorn

การควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยจากปัจจุบันสู่อนาคต


นงนุช จินดารัตนาภรณ์

09 ธันวาคม 2569
3



บทความก่อนหน้านี้ เรื่อง “ออสเตรเลียและสิงคโปร์ใช้มาตรการควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไร เพื่อลดผลกระทบทางสังคม?” ผู้เขียนได้เล่าการควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากประเทศออสเตรเลียและประเทศสิงคโปร์ ในบทความนี้ผู้เขียนพาผู้อ่านมาเข้าใจการควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทยกันบ้างค่ะ

ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องกับการขายเหล้า 2 ฉบับ ได้แก่ (1) พระราชบัญญัติสรรพสามิต พ.ศ.2560 ซึ่งกรมสรรพสามิตออกใบอนุญาตขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมุ่งเน้นการจัดเก็บภาษีและรายได้เข้ารัฐเป็นหลัก และ (2) พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ.2568 มุ่งเน้นการควบคุมและการกำหนดสถานที่ห้ามขายและห้ามดื่ม การกำหนดเวลาขายระหว่าง 11.00-24.00 น. การควบคุมอายุผู้ซื้อไม่ต่ำว่า 20 ปี และห้ามขายแก่ผู้ที่มีอาการมึนเมา1

แล้วการควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยต่างจาก 2 ประเทศอย่างไร?

การออกใบอนุญาตขายเหล้าของไทยยังไม่ได้จัดจำแนกใบอนุญาตตามระดับความเสี่ยงของประเภทร้านขายเหล้า กล่าวคือ ร้านค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร หรือสถานบันเทิงขนาดใหญ่ มีเงื่อนไขการขอใบอนุญาตเหมือนกัน โดยการออกใบอนุญาตพิจารณาเพียงเอกสารสิทธิ์ สถานที่ตั้งพื้นฐาน และการเสียค่าธรรมเนียมตามที่กฎหมายกำหนด แต่ยังขาดข้อกำหนดเชิงรุก เช่น การอบรมผู้ประกอบการและพนักงานขายเกี่ยวกับการให้บริการเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างรับผิดชอบ การขาดกลไกประเมินผลกระทบต่อชุมชนรอบข้างก่อนอนุมัติใบอนุญาต และไม่มีข้อจำกัดด้านความหนาแน่นของร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์1

เมื่อเราเข้าใจเรื่องการออกใบอนุญาตแล้ว เรามาดูข้อมูลเชิงวิชาการกันต่อว่า สังคมไทยได้รับผลกระทบจากการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอย่างไรบ้าง?

ผู้เขียนหยิบยกตัวอย่างการขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากเดิมแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา คือ 11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น. ในปี 2551 เป็นเวลา 11.00-24.00 น. ในปี 2568 และขยายเวลาให้ผับบาร์เปิดให้บริการได้ถึงเวลา 04.00 น. ผลการศึกษาจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรายืนยันว่า การขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บทางถนนเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 13 โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ที่มีสถานบันเทิงจำนวนมาก เช่น กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และภูเก็ต การมีคดีเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 115 เมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ยังไม่ขยายเวลาขาย นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ โรงพยาบาลต้องรองรับผู้บาดเจ็บฉุกเฉินเพิ่มกว่า 740 ราย และเจ้าหน้าที่ต้องแบกรับภาระตรวจตราความสงบเรียบร้อยมากขึ้น ภายในไม่กี่เดือนแรกของการขยายเวลาขาย2

ประเทศไทยควรเปลี่ยนใบอนุญาตขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากที่เคยเป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ของภาครัฐ ให้กลายเป็นเครื่องมือคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของคนไทยได้อย่างไร?

กรณีศึกษาจากต่างประเทศ เช่น รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย และประเทศสิงคโปร์ การออกใบอนุญาตจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่ทำหน้าที่สร้างความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้คนในสังคม อย่างไรก็ตาม การพัฒนานโยบายที่ดีต้องไม่ใช่การยกมาตรการของต่างประเทศมาใช้ตรงๆ โดยไม่คำนึงถึงบริบทของประเทศไทย เพราะโครงสร้างสังคม ระบบราชการ วิถีชีวิต การกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ รวมถึงบริบททางเศรษฐกิจและร้านค้าปลีก เช่น โชห่วย ของไทย มีความแตกต่างจากต่างประเทศ การถอดบทเรียนต่างประเทศจึงต้องปรับให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทไทย เพื่อทำได้จริง โดยผู้เขียนมีความคิดเห็นว่าประเทศไทยควรดำเนินการดังต่อไปนี้

ประการแรก กรมสรรพสามิตควรร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับปรุงการจัดประเภทใบอนุญาตให้แบ่งตามระดับความเสี่ยง โดยแยกประเภทใบอนุญาตให้ชัดเจนระหว่างร้านค้าปลีกที่ซื้อกลับไปดื่มที่อื่น เช่น ร้านสะดวกซื้อ โชห่วย ซูเปอร์มาร์เก็ต กับร้านขายที่เน้นนั่งดื่มในร้าน เช่น ผับ บาร์ และร้านอาหาร รวมถึงการออกใบอนุญาตชั่วคราวสำหรับงานเทศกาลหรือกิจกรรมพิเศษ เพื่อให้สามารถกำหนดเงื่อนไขและมาตรการกำกับดูแลให้ตรงกับลักษณะความเสี่ยงของแต่ละกิจการ

ประการที่สอง การกำหนดเงื่อนไขใบอนุญาตให้สอดคล้องกับพื้นที่ โดยเฉพาะร้านค้าหรือสถานบันเทิงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูงหรือย่านที่มีปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย เช่น การกำหนดให้พนักงานขายเหล้าทุกคนของผับ บาร์ ต้องผ่านการอบรมการให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างรับผิดชอบ การจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ผ่านการรับรอง และการทำบันทึกเหตุการณ์ ในขณะที่ร้านค้าปลีกที่ซื้อกลับไปดื่มที่อื่นต้องมีระบบตรวจสอบอายุผู้ซื้ออย่างเคร่งครัดและปฏิเสธการขายแก่ผู้ที่อยู่ในอาการมึนเมาอย่างชัดเจน

ประการที่สาม การกำหนดให้ร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ขอรับใบอนุญาตใหม่หรือการขยายกิจการในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เช่น สถานบันเทิง พื้นที่ที่มีความหนาแน่นของร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูง ต้องผ่านการประเมินผลกระทบต่อชุมชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและประเมินความเสี่ยงด้านอาชญากรรม ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิต ในกระบวนการพิจารณาการออกใบอนุญาต หากพบว่าการเปิดร้านใหม่หรือการขยายกิจการอาจก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรงหรือรบกวนความสงบเรียบร้อยของชุมชน หน่วยงานออกใบอนุญาตไม่ควรออกใบอนุญาต

แล้วคุณผู้อ่านล่ะคะ คิดว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยควรจะปรับปรุงการออกใบอนุญาตขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง?


เอกสารอ้างอิง

  1. นงนุช จินดารัตนาภรณ์, สลักจิต ชื่นชม. การทบทวนกฎหมายและมาตรการควบคุมจุดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในต่างประเทศ: บทเรียนเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย. นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล; 2569.
  2. ไทยพีบีเอส. ศูนย์วิจัยสุราฯ ย้ำบทเรียนปลดล็อก ‘ขายเหล้า’ สร้างปัญหาหนัก ขอรัฐบาลทบทวน กรุงเทพฯ: ไทยพีบีเอส; 2568 [Available from: https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_5429125].

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th