The Prachakorn

เด็กไทยเกิดน้อย คุณภาพต้องเพิ่ม: ประเทศไทยจะก้าวต่อไปอย่างไร


นลินรัตน์ รักแฟง

03 ธันวาคม 2569
3



เมื่อเด็กไทยเกิดน้อยลงทุกปี ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร? 

ในอดีต ครอบครัวไทยส่วนใหญ่มักเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีลูกหลายคนเพื่อช่วยดูแลกันและเป็นกำลังสำคัญในครัวเรือน แต่ปัจจุบันภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดต่ำกว่า 5 แสนคนเป็นครั้งแรกในปี 2567 ที่ประมาณ 4.6 แสนคน และยิ่งดิ่งลงต่อเนื่องในปี 2568 เหลือเพียงประมาณ 4.16 แสนคน ซึ่งถือเป็นตัวเลขการเกิดที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 75 ปี สอดคล้องกับรายงานสารประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล (มกราคม 2569) ที่ชี้ว่า อัตราเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate: TFR) หรือจำนวนบุตรเฉลี่ยที่ผู้หญิงหนึ่งคนจะมีได้ตลอดช่วงวัยเจริญพันธุ์ ได้ลดต่ำลงจนหลุดระดับ 1.0 ลงมาอยู่ที่ราว 0.86–0.9 คน ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรที่ 2.1 คน อย่างมาก ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนเพียงจำนวนเด็กที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงฐานประชากรในอนาคตที่กำลังเล็กลง และโครงสร้างประชากรของประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เมื่อการเพิ่มจำนวนประชากรในระยะสั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “จะทำให้มีเด็กเพิ่มขึ้นได้อย่างไร” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้เด็กที่เกิดมาได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ” เพราะในวันที่จำนวนประชากรเพิ่มได้ยาก คุณภาพของคนจะกลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

ในวิกฤต “แก่ก่อนรวย” และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ สิ่งที่น่ากังวลจากสถานการณ์ประชากรไม่ได้มีเพียงจำนวนคนที่ลดลง แต่รวมถึงการที่ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ “แก่ก่อนรวย” หรือการเข้าสู่สังคมสูงอายุก่อนที่เศรษฐกิจและระบบสวัสดิการจะมีความพร้อมเพียงพอ ข้อมูลจากกรมกิจการผู้สูงอายุระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์” โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ จะเห็นความแตกต่างที่สำคัญ ในช่วงที่อัตราเจริญพันธุ์รวมของทั้งสองประเทศลดลงต่ำกว่า 2.1 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ต่อหัวของประเทศเหล่านี้อยู่ที่ประมาณ 33,000–40,000 ดอลลาร์สหรัฐ กล่าวได้ว่าเป็นการ “รวยก่อนแก่” โดยมีฐานเศรษฐกิจ เงินออม โครงสร้างพื้นฐาน และระบบสวัสดิการรองรับการเข้าสู่สังคมสูงอายุ แต่ในประเทศไทยมี GDP ต่อหัวประมาณ 7,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงที่อัตราเกิดลดลงอย่างรวดเร็ว สถานการณ์นี้ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับภาระทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น เพราะเมื่อประชากรวัยทำงานลดลง คนวัยทำงานหนึ่งคนอาจต้องรับผิดชอบทั้งการดูแลเด็กและผู้สูงอายุมากขึ้น หากเด็กในปัจจุบันไม่ได้รับการพัฒนาทักษะอย่างเหมาะสมและไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงขึ้นในอนาคต ฐานภาษีและเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคมแบบ Pay-As-You-Go ก็อาจลดลง จนไม่เพียงพอต่อการรองรับค่าใช้จ่ายด้านบำนาญและสาธารณสุขในระยะยาว

ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงมีลูกน้อยลง? 

เมื่อพูดถึงการมีลูกน้อยลง มักมีเหตุผลว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับอิสระในการใช้ชีวิตหรือไม่ต้องการมีภาระเพิ่มขึ้น แต่หากพิจารณาในมุมเศรษฐศาสตร์ การตัดสินใจดังกล่าวอาจมีเหตุผลที่ซับซ้อนมากกว่านั้น แนวคิดการแลกเปลี่ยนระหว่างคุณภาพกับปริมาณ (Quality-Quantity Trade-off) ที่ Gary Becker (1960) อธิบายว่า เมื่อค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ค่าที่อยู่อาศัย และค่าเลี้ยงดูบุตรเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ พ่อแม่ในยุคปัจจุบันอาจเลือกมีลูกจำนวนน้อยลง เพื่อให้สามารถทุ่มเททรัพยากร เวลา และเงินออมให้กับลูกแต่ละคนได้มากขึ้น ทั้งในด้านการศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิต นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ Opportunity Cost หรือต้นทุนค่าเสียโอกาส โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่ต้องเผชิญกับต้นทุนจากการมีบุตรในด้านการทำงาน แม้ผู้หญิงในปัจจุบันจะมีระดับการศึกษาสูงขึ้นและมีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ภาระด้านการดูแลครอบครัวยังคงตกอยู่กับผู้หญิงเป็นสัดส่วนมาก การมีลูกจึงอาจหมายถึงการลดเวลาทำงาน การหยุดงาน หรือการสูญเสียโอกาสในความก้าวหน้าในอาชีพ ดังนั้น หากสภาพแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรมการทำงาน และระบบสวัสดิการของรัฐยังไม่สามารถสนับสนุนการสร้างครอบครัวได้อย่างเพียงพอ การมีลูกจึงอาจกลายเป็นความเสี่ยงส่วนบุคคลที่สูงขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่เพียงเรื่องของความต้องการส่วนตัวเท่านั้น

ภาพถ่ายโดย ผู้เขียน

ประเทศไทยไม่สามารถย้อนเวลากลับไปเพิ่มจำนวนประชากรได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การรับมือกับปัญหาประชากรจึงควรมุ่งไปสู่การสร้าง “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพ” ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ ดังนี้

1. ลดความเหลื่อมล้ำด้วยการลงทุนในเด็กปฐมวัย (Equity-based Human Capital) ช่วง 6 ปีแรกของชีวิต ถือเป็นช่วงสำคัญต่อการพัฒนาสมองและความสามารถของเด็ก รัฐจึงควรปรับจากการให้เงินอุดหนุนแบบเหมาเข่ง เปลี่ยนเป็นจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม โดยให้ความสำคัญกับครอบครัวที่มีความเปราะบางและพื้นที่ห่างไกลเป็นพิเศษ การลงทุนควรครอบคลุมทั้งการศึกษา โภชนาการ สุขภาพ และการดูแลพัฒนาการ เพื่อป้องกันปัญหาพัฒนาการล่าช้าและภาวะทุพโภชนาการ รวมถึงการยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในชุมชนให้มีคุณภาพและเข้าถึงได้โดยไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายมากเกินไป การลงทุนในเด็กตั้งแต่ต้นจึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือเด็กในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการลดการส่งต่อความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง

2. เพิ่มผลิตภาพแรงงานด้วยทักษะและเทคโนโลยี (Productivity Revolution) เมื่อจำนวนแรงงานลดลง ประเทศไทยจำเป็นต้องทำให้แรงงานที่มีอยู่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น โดยในอนาคตแรงงาน 1 คนอาจต้องสร้างมูลค่าได้เทียบเท่าแรงงาน 3–4 คนในอดีต การพัฒนาทักษะจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ระบบการศึกษาควรปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับโลกการทำงานใหม่ ทั้ง AI Literacy เทคโนโลยีดิจิทัล การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตและบริการควรนำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดจากการขาดแคลนแรงงาน แนวทางนี้จะช่วยให้ประเทศไทยค่อย ๆ เปลี่ยนจากการพึ่งพาแรงงานค่าจ้างต่ำไปสู่แรงงานที่มีทักษะสูงและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจได้มากขึ้น

3. ปรับโครงสร้างสังคมและเปลี่ยนพฤติกรรม (Institutional Reform & Nudge) นอกจากการลงทุนด้านเด็กและแรงงานแล้ว ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างทางสังคมให้เอื้อต่อการทำงานและการสร้างครอบครัวมากขึ้น แนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม หรือ Nudge สามารถนำมาใช้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยไม่จำเป็นต้องใช้การบังคับ ตัวอย่างเช่น การกำหนดให้สิทธิการลาคลอดและการลาเพื่อดูแลบุตรของทั้งพ่อและแม่เป็น “สิทธิพื้นฐานโดยอัตโนมัติ” (Default) เพื่อส่งเสริมให้พ่อมีส่วนร่วมในการดูแลลูกตั้งแต่แรกเกิด รวมถึงการปรับทัศนคติที่มองว่าการดูแลครอบครัวเป็นหน้าที่ของผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว นอกจากนี้ การทำงานที่มีความยืดหยุ่นและการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน หรือ Work-Life Balance ก็มีความสำคัญเช่นกัน ขณะเดียวกัน รัฐควรมีระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาว หรือ Long-Term Care ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระการดูแลที่ตกอยู่กับคนวัยทำงานเพียงฝ่ายเดียว และทำให้คนรุ่นใหม่สามารถสร้างครอบครัวโดยไม่ต้องแบกรับภาระทุกด้านด้วยตนเอง

ท้ายที่สุด คุณภาพคือทางรอดของประเทศ  วิกฤตเด็กเกิดน้อยจึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบนทะเบียนราษฎร์ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน และระบบการคลังของประเทศ ขณะเดียวกัน Demographic Dividend หรือ “ปันผลทางประชากร” ของไทยได้ปิดตัวลงแล้ว ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาจำนวนประชากรวัยทำงานที่เพิ่มขึ้นเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เหมือนในอดีต บทเรียนจากหลายประเทศชี้ให้เห็นว่า การให้เงินสนับสนุนระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้คนตัดสินใจมีลูก หากโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจยังไม่เอื้อต่อการสร้างครอบครัว ดังนั้น คำถามสำคัญของประเทศไทยในวันนี้จึงอาจไม่ใช่เพียง “ในอนาคตประเทศไทยจะเหลือประชากรกี่ล้านคน?” แต่คือ “เด็กทุกคนที่เกิดมาจะได้รับการดูแลและพัฒนาให้มีคุณภาพและศักยภาพได้มากเพียงใด?” เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นได้ยาก การสร้างคนให้มีคุณภาพ มีทักษะ และสามารถสร้างผลิตภาพทางเศรษฐกิจได้สูงขึ้น จึงเป็นทั้งแนวทางรับมือกับวิกฤตประชากรและการสร้างหลักประกันให้ประเทศไทยสามารถก้าวผ่านกับดักประชากรได้อย่างยั่งยืน 


เอกสารอ้างอิง

  • กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. (2569). สถิติจำนวนการเกิดและการตายของประเทศไทย ประจำปี 2568. สำนักบริหารการทะเบียน. https://www.dopa.go.th
  • กรมกิจการผู้สูงอายุ. (2567). สถิติสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. https://www.dop.go.th
  • เจณิตตา จันทวงษา. (2565). สังคมแบบไหนที่คนไทยอยากมีลูก?. The 101 Public Policy Think Tank (101 PUB). https://101pub.org/parenting-support-policy/
  • พลวุฒิ สงสกุล. (2565). คนเกิดน้อย ปัญหาใหญ่เพราะคนไทยแก่ก่อนรวย. THE STANDARD. https://thestandard.co/low-born-rate-because-mostly-thai-old-before-rich/
  • สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. (2565). ครอบครัวไทยในอนาคต: พ.ศ. 2583. มหาวิทยาลัยมหิดล. https://ipsr.mahidol.ac.th
  • สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. (2569). สารประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2569. มหาวิทยาลัยมหิดล. https://ipsr.mahidol.ac.th/population-gazette/
  • สำนักข่าวเจาะลึกระบบสุขภาพ (Hfocus). (2567). สธ. เผยอัตราเกิดไทยวิกฤต เร่งผลักดันวาระแห่งชาติส่งเสริมการมีบุตรและพัฒนาการเด็กปฐมวัย. Hfocus. https://www.hfocus.org
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2562). รายงานการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2553–2583. กองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคม. https://www.nesdc.go.th
  • Becker, G. S. (1960). An economic analysis of fertility. In Demographic and economic change in developed countries (pp. 209-240). National Bureau of Economic Research. https://www.nber.org/books-and-chapters/demographic-and-economic-change-developed-countries/economic-analysis-fertility

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th