ประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นมา และช่องว่างระหว่างจำนวนเกิดและตายมีแนวโน้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ โดยข้อมูลจากสถิติการทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยระบุว่าในปี 2568 มีผู้เสียชีวิต 559,684 คน ขณะที่มีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน หรือมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ถึง 143,110 คน1 อีกทั้งอัตราเจริญพันธุ์รวมในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ลดลงต่ำกว่าระดับการทดแทนทางประชากร โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล2 ประมาณการว่าอัตราเจริญพันธุ์รวมของประเทศไทยในปี 2569 อยู่ที่เพียง 0.86 คน ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรที่ 2.1 คนอย่างมาก ในสถานการณ์ที่ประชากรมีการหดตัวเช่นนี้ ก่อให้เกิดการถกเถียงกันมากมายว่านี่คือวิกฤตหรือโอกาส โดยเฉพาะหากมองในแง่ของการบริโภคทรัพยากรทางธรรมชาติ การที่ประชากรมีจำนวนลดลงนั้น สามารถอนุมานได้ว่าการบริโภคทรัพยากรจะลดลงด้วย...
...จริงหรือ?
แม้การหดตัวของประชากรในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว จะก่อให้เกิดความกังวล โดยเฉพาะในเชิงเศรษฐศาสตร์ซึ่งกังวลเรื่องกำลังแรงงานที่หดตัวลง นักประชากรศาสตร์ต่างกังวลเรื่องการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนผู้สูงอายุ ภาระการดูแลระหว่างสมาชิกในครอบครัว ความมั่นคงของระบบบำนาญและสวัสดิการ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครัวเรือนและชุมชน แต่นักสิ่งแวดล้อมบางส่วนกลับมองว่านั่นเป็นโอกาสที่จะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง (แม้ก๊าซเรืองกระจกที่ลดลงอาจจะไม่เพียงพอที่จะหยุดปรากฏการณ์โลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศแล้วก็ตาม)
เมื่อปี 2017 มีงานวิจัยจากประเทศสวีเดนระบุว่า การเกิดของทารกที่ลดลง 1 คน ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงถึง 58.6 เมตริกตันมากกว่าการหันมาทานอาหารจากพืชเป็นหลัก (plant-base food) การรีไซเคิล และการเลิกให้เครื่องอบผ้าแห้งกว่า 50 เท่า6 หากอ้างอิงผลการศึกษาจากงานวิจัยนี้ การแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนที่ตรงไปตรงมาและได้ผลที่สุดก็คือการไม่ให้มีเด็กเกิดใหม่! แต่ไม่ใช่เลย นั่นเป็นการสรุปที่ฉาบฉวยเกินไป เพราะในความเป็นจริงแล้ว การปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรเท่านั้นแต่ขึ้นอยู่กับสถานะทางเศรษฐกิจด้วย ยิ่งร่ำรวยมากก็มีแนวโน้มที่จะให้ทรัพยากรมากกว่าและปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า ดังนั้น การบริโภคที่มากเกินไป (Overconsumption) ต่างหากที่เป็นปัญหา ไม่ใช่การที่โลกมีประชากรมากเกินไป (Overpopulation)
งานวิจัยอีกฉบับหนึ่งของประเทศสเปนที่เพิ่งตีพิมพ์เมื่อต้นปี 2026 ระบุว่า การหดตัวของประชากรอาจจะไม่ได้ทำให้การบริโภคทรัพยากรลดลงตามที่คาดไว้ เนื่องจากการหดตัวของประชากรเกิดขึ้นพร้อมๆกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการอยู่อาศัยมาเป็นครัวเรือนขนาดเล็ก โดยมีสมาชิกน้อยลง เช่น ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง 2 คน หรือมีครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียวมากขึ้น ทำให้การใช้ทรัพยากรขาดประสิทธิภาพ และครัวเรือนไม่ได้รับประโยชน์จาก “การประหยัดต่อขนาด” หรือ economy of scale4 กล่าวคือ ยิ่งครัวเรือนมีจำนวนสมาชิกหลายคน ต้นทุนเฉลี่ยของการใช้ทรัพยากรในครัวเรือนต่อคนยิ่งลดลง ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน เช่น การเปิดไฟ 1 ดวง ให้แสงสว่างกับครัวเรือนทั้งครัวเรือน หากในครัวเรือนมีสมาชิก 4 คน ต้นทุนการใช้ไฟฟ้าต่อคนจะถูกกว่าครัวเรือนที่มีสมาชิกเพียง 1-2 คน เป็นต้น
ข้อคันพบจากงานวิจัยในต่างประเทศสอดคล้องกับงานวิจัย เรื่องแนวโน้มประชากรและความต้องการน้ำประปาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล5 ซึ่งได้ระบุว่า ในเขตเมืองอย่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑลซึ่งประชากรมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นและครัวเรือนมีขนาดเล็กลง ความต้องการใช้น้ำมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นด้วย โดยการศึกษานี้ได้อธิบายว่า เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นในเขตเมือง ความต้องการใช้น้ำประปาก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน การที่ครัวเรือนมีขนาดเล็กลงอาจทำให้จำนวนครัวเรือนและผู้ใช้น้ำเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำประปาโดยรวมเพิ่มขึ้นได้ แม้จำนวนประชากรจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก
จะเห็นได้ว่า การลดลงของประชากรอาจจะไม่ได้ทำให้การใช้ทรัพยากรลดลงเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเมืองที่รูปแบบการอยู่อาศัยมีแนวโน้มว่าจะเป็นครัวเรือนขนาดเล็ก ทั้งแบบครอบครัวเดี่ยว และผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียวมีจำนวนมากขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องมีการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่ตีพิมพ์ในปี 2020 พบว่า ในสถานการณ์ที่ประชากรหดตัวและมีภาวะพึ่งพิงสูงเช่นนี้ จำเป็นต้องมีการจัดสรรทรัพยากรในการผลิต โดยการจัดสรรทรัพยากรแรงงานไปในภาคการผลิตต่างๆ ให้เหมาะสม พร้อมทั้งนำนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาใช้ในการผลิตเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ มิเช่นนั้นอาจะต้องเผชิญกับสภาวะขาดแคลนทรัพยากรได้3 ภาครัฐจึงควรให้การสนับสนุนงานวิจัยที่จะคิดค้นนวัตกรรมที่จะช่วยให้การผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้สถานการณ์ที่มีทรัพยากรจำกัด ทั้งทรัพยากรทางธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต
การสร้างความรู้ความเข้าใจและปลูกฝังจิตสำนึกในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและจัดสรรให้เกิดประโยชน์สูงสุดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพราะไม่ว่าคนรุ่นต่อไปจะมีจำนวนมากหรือน้อยลงเพียงใด โลกใบนี้ก็ยังเป็นบ้านที่เราต้องดูแลและส่งต่อให้พวกเขาต่อไป
เอกสารอ้างอิง
