The Prachakorn

ประชากรไทยเริ่มลดลงแล้ว


ปราโมทย์ ประสาทกุล

10 กุมภาพันธ์ 2566
2,330



ผมชอบที่จะเริ่มต้นข้อคิด ข้อเขียนของผมด้วยวลีรำพึงรำพันว่า “เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน ... เดี๋ยววัน เดี๋ยวเดือน เดี๋ยวปี” วันนี้ขึ้นปีใหม่อีกแล้ว ผมอ่านกลอนที่แต่งไว้เมื่อ 7 ปีก่อน ที่ขึ้นต้นว่า “ปีใหม่ใช่จะมีชีวิตใหม่ เพียงชีพเก่าสั้นไปอีกปีหนึ่ง” มันคงเป็นเช่นนั้นจริงๆ ชีวิตผมสั้นไปอีกปีหนึ่งแล้ว

ผมมีอายุสูงขึ้น ปีใหม่ 2566 นี้ ผมจัดอยู่ในกลุ่ม “ผู้สูงอายุวัยกลาง” อย่างเต็มตัว แต่ผมก็ยังดีใจที่สามารถจัดตัวเองให้อยู่ในประเภท “ผู้สูงวัยที่มีพลัง” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ผมยังทำงานอยู่อย่างเข้มแข็ง และงานที่ทำเป็นงานประจำ ไม่ใช่งานอดิเรก

ผมใส่ใจติดตามการเปลี่ยนแปลงประชากรของประเทศไทยและของโลกอย่างสม่ำเสมอ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ให้ข้อมูลประชากรของประเทศไทยเป็นรายเดือน สหประชาชาติให้ข้อมูลประชากรของประเทศต่างๆ ในโลกทั้งข้อมูลในอดีต ปัจจุบัน และคาดประมาณประชากรในอนาคต ข้อเสียของผมคือ เก็บข้อมูลทั้งที่เป็นสถิติตัวเลข และบทความข้อเขียนเกี่ยวกับประชากรไว้ไม่เป็นที่เป็นทาง ไม่เป็นระบบ ผมมักจะให้เพื่อนร่วมงานรุ่นน้องช่วยรวบรวมไว้

ผมชอบเอาเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงประชากรของประเทศไทยและของโลกมาคุยกับเพื่อนร่วมงานรุ่นที่อ่อนวัยกว่า ผมประพฤติอย่างนี้ตั้งแต่นานมาแล้ว

เริ่มตั้งแต่ “50 ล้านประชากรกับการพัฒนา”

ย้อนหลังไปเมื่อ 38 ปีก่อน พวกเราที่สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศสู่สาธารณะให้ทราบว่า ในปี 2527 ประเทศไทยมีประชากรครบ 50 ล้านคนแล้ว ตัวเลขห้าสิบล้านเป็นจำนวนที่มีเสน่ห์ อย่างน้อยเลข 5 ก็เป็นเลขที่อยู่ตรงกลางระหว่าง 1 ถึง 10 จำนวน 50 เท่ากับครึ่งหนึ่งของ 100 “ห้าสิบล้าน” เป็นตัวเลขกลมๆ ที่น่าจะดึงดูดความสนใจของผู้คนได้

เราจัดให้มีการประกวดเรียงความเรื่อง “50 ล้านกับการพัฒนาประชากร” มีผู้ส่งเรียงความเข้าประกวดจากทั่วประเทศมากกว่า 100 ราย เราจัดให้มีรายการสนทนาเรื่อง “50 ล้านประชากรกับการพัฒนา” โดยมีวิทยากรคือ ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ คุณวาณิช จรุงกิจอนันต์ (นักเขียน) และศาสตราจารย์ นพ.เทพพนม เมืองแมน ถ่ายทอดสดจากสถานีวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ (ซึ่งสมัยนั้นตั้งอยู่ที่เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฝั่งพระนคร) วัตถุประสงค์หลักของงานนี้คือ เพื่อกระตุ้นให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากร การทำสำมะโนประชากรทั่วราชอาณาจักรครั้งแรกเมื่อปี 2453 นับจำนวนประชากรได้เพียง 8 ล้านคน ในปี 2503 สำมะโนประชากรครั้งแรกของสำนักงานสถิติแห่งชาติ นับประชากรในประเทศไทยได้ 26 ล้านคน ต่อจากนั้นอีก 24 ปี ประชากรไทยได้เพิ่มอีกเท่าตัวเป็น 50 ล้านคนในปี 2527

การเพิ่มขึ้นของประชากรได้กลายเป็นประเด็นสำคัญไปทั่วโลก หลังจากประเทศไทยประกาศ “50 ล้านประชากรกับการพัฒนา” อีก 3 ปีต่อมา สหประชาชาติได้ประกาศว่า โลกมีประชากรครบ 5,000 ล้านคน เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2530

สหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 11 กรกฎาคม ของทุกปีเป็น “วันประชากรโลก” (World Population Day) หลังจากนั้นเป็นต้นมา

รูป: ประชาสัมพันธ์วันประชากรโลก
ที่มา: https://www.dailynews.co.th/articles/1229350/ สืบค้นเมื่อ 17 มกราคม 2566

ประชากรไทยก้าวไม่ถึง 70 ล้าน

ประชากรโลกยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สหประชาชาติได้คำนวณจำนวนประชากรโลกไว้ดังนี้1

  • ครบ 5,000 ล้านคน     เมื่อ 11 กรกฎาคม 2530
  • ครบ 6,000 ล้านคน     เมื่อ 12 ตุลาคม 2542
  • ครบ 7,000 ล้านคน    เมื่อ 31 ตุลาคม 2554
  • ครบ 8,000 ล้านคน    เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2565
  • ครบ 9,000 ล้านคน    ในปี 2580
  • ครบ 10,000 ล้านคน    ในปี 2601

หลังจากที่โลกมีประชากรครบ 5,000 ล้านคนแล้ว ก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนอีก 35 ปีต่อมา ประชากรโลกมีจำนวนครบ 8,000 ล้านคน เมื่อปลายปีกลายนี้ เท่ากับว่าประชากรโลกเพิ่มเฉลี่ยปีละประมาณเกือบร้อยล้านคน

หลังจากที่ประเทศไทยมีประชากรครบ 50 ล้านคนแล้ว ประชากรกลับเพิ่มช้าลง สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศว่า ประเทศไทยมีจำนวนประชากรครบ 60 ล้าน ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 และได้จัดรายการฉลองเด็กเกิดคนที่ 60 ล้าน ถ่ายทอดสดในสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5

ในรายการนี้มีการอภิปรายเรื่อง 60 ล้านประชากร โดยมีผู้ร่วมอภิปราย 3 คน คือ อธิบดีกรมอนามัย ผู้อำ.นวยการสำ.นักบริหารการทะเบียน และผม ปราโมทย์ ประสาทกุล ในฐานะตัวแทนของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม รายการในเช้าวันนั้นมีการถ่ายทอดสดเด็กที่คลอดเมื่อเวลาประมาณ 9.00 น. จากโรงพยาบาลในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เด็กที่เกิดในช่วงเวลานั้นประมาณ 10 คน ได้รับรางวัลและของขวัญจากกระทรวงสาธารณสุข

เมื่อปี 2551 ผมเขียนไว้ในหนังสือเรื่อง “ประเทศไทยควรมีพลเมืองเท่าไรจึงจะดี”2 ว่าประเทศไทยคงมีจำนวนประชากรไม่ถึง 70 ล้าน และจะมีประชากรจำนวนสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 66.5 ล้านคนในอีกประมาณ 20 ปีหลังจากที่ผมเขียนหนังสือเล่มนั้น

เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น คือ เมื่อปี 2563 ประชากรสัญชาติไทยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนมีจำนวนประมาณ 66.5 ล้านคน ถ้านับรวมแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านอีกราวอย่างน้อย 3 ล้านคนก็จะมีประชากรอยู่ในประเทศไทยในปีนั้นประมาณ 69.5 ล้านคน (หรือพูดตัวเลขคร่าวๆ ว่าประมาณ 70 ล้านคน)

ประชากรไทยเริ่มลดลงแล้ว

เดี๋ยวนี้ สำนักบริหารการทะเบียนฯ ทำงานมีประสิทธิภาพมาก ยังไม่ทันพ้นอาทิตย์หลังจากวันขึ้นปีใหม่ 2566 กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย ก็ได้ประกาศข้อมูลจำนวนประชากรเป็นรายอายุ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 รวมถึงจำนวนเด็กเกิดและ จำนวนคนตายในปี 2565 เป็นสถิติตัวเลขประชากรและข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เป็นปัจจุบันในเว็บไซต์ของกรมการปกครอง (https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMenu/newStat/home.php) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต และความคิดริเริ่มของสำนักบริหารการทะเบียนฯ (โดยเฉพาะคุณสุรชัย ศรีสารคาม) ที่ปรับระบบการทะเบียนราษฎรของประเทศไทยให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับทิศทางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลก ดังนั้นเพียงวันที่ 3 หรือ 4 ของเดือนมกราคม พวกเราก็ได้รับทราบข้อมูลประชากรในทะเบียนราษฎร จากเว็บไซต์ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยแล้ว

สำนักบริหารการทะเบียนฯ ได้ประกาศว่า เมื่อสิ้นปี 2565 มีราษฎรที่มีชื่ออยู่ในทะเบียน 66 ล้านคน และที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ ในปี 2565 มีเด็กเกิด 502,107 คน น้อยกว่าเด็กเกิดในปี 2564 ถึง 4 หมื่นคน มีคนตายในปี 2565 มากถึง 595,965 คน มากกว่าคนตายในปี 2564 ถึง 3 หมื่นคน

ตัวเลขจำนวนคนเกิด และคนตายในปี 2565 ทำให้พวกเราที่สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ตื่นเต้น เหมือนกับที่เคยตื่นเต้นมาแล้วเมื่อช่วงอาทิตย์แรกของปีใหม่ปีก่อน ความจริงพวกเราได้ติดตามจำนวนคนเกิดและคนตายที่สำนักบริหารการทะเบียนฯ รายงานเป็นรายเดือนมาตลอดทั้งปี จำนวนเกิดภายในปี 2565ต่ำกว่าของปี 2564 เกือบทุกเดือน (ยกเว้นเดือนมกราคม) ในขณะที่จำนวนคนตายรายเดือนในปี 2565 สูงกว่าของปี 2564 มาโดยตลอด

ประชากรที่มีคนตายมากกว่าคนเกิดในแต่ละปี ย่อมหมายถึงประชากรนั้นจะลดจำนวนลง ถ้าไม่นับรวมการย้ายถิ่นจากภายนอกเข้ามาอยู่ในประชากรกลุ่มนั้น

ปี 2565 ที่ผ่านมา นับเป็นปีที่ 2 ที่คนตายมากกว่าคนเกิดเป็นการยืนยันว่า ประชากรไทยได้เริ่มลดจำนวนลงแล้ว เรามั่นใจว่า นับแต่นี้ต่อไปอัตราตายของประชากรไทยจะเพิ่มสูงขึ้น และจำนวนคนตายจะเพิ่มมากขึ้นเลยหลัก 6 แสน และน่าจะถึงหลัก 7 แสนคนในไม่ช้า สาเหตุสำคัญคือ ผู้สูงอายุที่เป็นคนรุ่นเบบี้บูมมีจำนวนมากขึ้น

ปี 2566 นี้ คลื่นของประชากรรุ่นเกิดล้านได้เริ่มเคลื่อนตัวกลายเป็นผู้สูงอายุแล้ว ในขณะเดียวกัน จำนวนเด็กเกิดจะลดลงไปอีกจนต่ำกว่าหลัก 5 แสนคน เพราะผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์มีจำนวนน้อยลง และวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ไม่เอื้อต่อการมีลูกมาก

ประชากรไทยเริ่มลดลงเป็นที่แน่นอนแล้ว และจะลดลงไปเรื่อยๆ นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป


ที่มา

  1. United Nations. (2022). World Population Prospects 2022. https://population.un.org/dataportal/home. สืบค้นเมื่อ 6 มกราคม 2566
  2. ปราโมทย์ ประสาทกุล. (2552). ประเทศไทยควรมีพลเมืองเท่าไรจึงจะดี. กรุงเทพฯ: แปลน พริ้นติ้ง.

 



CONTRIBUTOR

Related Posts
การส่งเสริมกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ

กรกนก พงษ์ประดิษฐ์,ปิยวัฒน์ เกตุวงศา

โครงสร้างอายุเปลี่ยนสังคม

ปราโมทย์ ประสาทกุล

เพศหลากหลาย Happy SDG กับ ภาพจำ ที่เปลี่ยนผ่าน?

วรรณี หุตะแพทย์,ศิรินันท์ กิตติสุขสถิต

ประชากรไทยเริ่มลดลงแล้ว

ปราโมทย์ ประสาทกุล

สาเหตุการตายของคนไทย

กาญจนา เทียนลาย

วันประชากรโลก

กาญจนา เทียนลาย

Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th