กิ้งก่าเป็นชื่อสามัญที่ใช้เรียกสัตว์เลื้อยคลานในอันดับ Squamata (ยกเว้นงู) ซึ่งครอบคลุมมากกว่า 7,000 ชนิด กระจายอยู่ทั่วทุกทวีป ยกเว้นแอนตาร์กติกาที่มีอากาศหนาวเย็น กิ้งก่ามีลักษณะสำคัญคือ ลำตัวกลม ผิวหนังปกคลุมด้วยเกล็ด หัวยกสูงบนคอสั้น มีสี่ขา และหางยาว (ดูรูป 1) เนื่องจากกิ้งก่าสืบเชื้อสายมาจากสัตว์ดึกดำบรรพ์ กิ้งก่าหลายชนิดจึงมีลักษณะและขนาดที่แตกต่างกันอย่างมาก ตั้งแต่ขนาดไม่กี่เซนติเมตร เช่น จิ้งจก ตุ๊กแก ไปจนถึงเหี้ย มังกรโกโมโดที่มีขนาดยาวถึง 3 เมตร หนักถึง 70 กิโลกรัม และมีน้ำลายพิษ พร้อมทั้งฟันแหลมคมที่สามารถจับควายกินเป็นอาหารได้

รูป 1 กิ้งก่าสวน (common garden lizard)
ที่มา: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Common_garden_lizard_(Calotes_versicolor)_female_Phang_Nga.jpg
สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2569
กิ้งก่าเป็นสัตว์เลือดเย็น จึงมีความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้จำกัด ทำให้ต้องออกไปหาแสงแดดเพื่อรับความร้อนให้พอเพียง เพื่อให้การทำงานของกระบวนการต่างๆ เป็นไปอย่างเต็มที่ เช่น การเผาผลาญ การเคลื่อนไหว การย่อยอาหาร การล่าเหยื่อ
ผิวหนังของกิ้งก่าปกคลุมด้วยเกล็ดที่ซ้อนทับกัน เพื่อช่วยลดการสูญเสียน้ำจากการระเหย ทำให้กิ้งก่าอาศัยอยู่ในทะเลทรายที่แห้งแล้งได้ ผิวหนังของกิ้งก่าจะลอกคราบออกเมื่อร่างกายเจริญเติบโตขึ้น แต่ต่างจากงูที่ลอกคราบออกเป็นชิ้นเดียว กิ้งก่าจะลอกคราบออกมาหลายชิ้น
กิ้งก่ากินอาหารที่หลากหลายทั้งพืชและสัตว์ ส่วนใหญ่จะกินแมลงเป็นอาหาร เช่น จิ้งหรีด ด้วง สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก แต่กิ้งก่าบางชนิดก็กินทั้งพืช ผัก ผลไม้ หรือแม้แต่สัตว์ขนาดเล็กกว่า ทั้งนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับถิ่นที่อยู่อาศัย
กิ้งก่าส่วนใหญ่ออกลูกเป็นไข่ โดยไข่อาจมีเปลือกแข็งหรือมีเปลือกนุ่มเหมือนหนัง และตัวเมียมักจะทิ้งไข่หลังจากวางไข่แล้ว แต่กิ้งก่าบางชนิดอาจกกไข่และอยู่ปกป้องไข่จนกระทั่งออกเป็นตัว มีกิ้งก่าประมาณร้อยละ 20 ที่สืบพันธุ์โดยการออกลูกเป็นตัว และมีกิ้งก่าส่วนน้อยที่สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (การสืบพันธุ์จากไข่ที่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์) นอกจากนี้อุณหภูมิของสภาพแวดล้อมของไข่ ก็สามารถกำหนดเพศของลูกกิ้งก่าที่จะฟักออกมาได้อีกด้วย
กิ้งก่าส่วนใหญ่เดินแบบสลับขาซ้ายและขวาพร้อมกับงอตัวไปมา ทำให้หายใจได้น้อยลงขณะเคลื่อนไหว กิ้งก่าจึงเคลื่อนไหวเป็นช่วงสั้นๆ สลับกับการหยุดพักหายใจเป็นเวลานาน แต่กิ้งก่าบางชนิดสามารถเดินสองขาได้โดยใช้ขาหลัง บางชนิดสามารถวิ่งบนผิวน้ำ และบางชนิดก็สามารถร่อนได้ด้วย เช่น กิ้งก่าบิน (flying lizard, draco) ที่พบได้ในประเทศไทย (ดูรูป 2) อันเป็นกิ้งก่าที่จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535

รูป 2 กิ้งก่าบิน
ที่มา: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Draco_taeniopterus_Gunther,_1861_from_Bulon.jpg
สืบค้นเมื่อ 26 มีนาคม 2569
กิ้งก่าหลายร้อยชนิดเป็นกิ้งก่าไม่มีขาและบางส่วนก็อาศัยอยู่ใต้ดิน ทำให้ง่ายต่อการเลื้อยผ่านดินโดยไม่ต้องมีอวัยวะส่วนเกิน แม้ว่ากิ้งก่าไร้ขาอาจดูคล้ายงู แต่ก็มีความแตกต่างที่สำคัญคือ กิ้งก่ามีรูหูขนาดเล็ก แต่งูไม่มีหู และหางของกิ้งก่าจะยาวกว่าลำตัว ส่วนงูมีหางที่สั้น
การมองเห็นมีความสำคัญมากสำหรับกิ้งก่าส่วนใหญ่ ทั้งในการหาเหยื่อและการสื่อสาร ดวงตาของกิ้งก่าสามารถมองเห็นสีได้คมชัด เพื่อใช้ประเมินระยะห่างจากเหยื่อก่อนที่จะโจมตี แต่ดวงตาของกิ้งก่าก็มีการเคลื่อนไหวที่เป็นอิสระต่อกันคือ สามารถมองไปในสองทิศทางพร้อมกันได้ เช่น มองไปข้างหน้าและข้างหลังพร้อมกัน
กิ้งก่าส่วนใหญ่ไม่ใช้เสียงในการสื่อสาร แต่ใช้ภาษากายแทน ยกเว้นจิ้งจกและตุ๊กแกที่มีเส้นเสียง จึงสามารถส่งเสียงร้องจิ๊บๆ คลิกๆ และเสียงแหลมได้ โดยเฉพาะตุ๊กแกตัวผู้ที่จะส่งเสียงร้องเรียกหาคู่ว่า “ตุ๊กแก” “ตุ๊กแก” “ตุ๊กแก”
กิ้งก่าใช้ลิ้นในการดมกลิ่น โดยดักจับกลิ่นในอากาศแล้วนำมาลิ้มรสในปาก กิ้งก่าบางชนิดอาจใช้ลิ้นเพื่อจับเหยื่อเป็นอาหาร
กิ้งก่ามีกลไกป้องกันตัวหลายอย่าง เช่น เปลี่ยนสีเพื่อพรางตัว ทำตัวให้ดูใหญ่ขึ้น หนีไปทันทีที่ได้ยินเสียง สลัดหางทิ้ง (หางจะงอกออกมาใหม่) แกล้งตาย พ่นพิษ พ่นเลือดจากถุงใต้ตา
กิ้งก่ามีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ ทั้งในฐานะผู้ล่าและเหยื่อ โดยช่วยควบคุมแมลงและสนับสนุนห่วงโซ่อาหารของนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นอกจากนี้ยังเป็นผู้กระจายเมล็ดพืช ผู้ผสมเกสรดอกไม้ และตัวบ่งชี้สำคัญของสุขภาพสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ
ในปีล่าสุด (2568) รางวัลอีกโนเบล สาขาโภชนาการได้มอบให้แก่นักวิจัยจากประเทศไนจีเรีย โตโก อิตาลี และฝรั่งเศส (Daniele Dendi, Gabriel H. Segniagbeto, Roger Meek และ Luca Luiselli) ที่ร่วมกันศึกษาการบริโภคอาหารของกิ้งก่าชนิดหนึ่งว่า ชอบกินพิซซ่าประเภทใด
