นมแม่ .... อาหารสำคัญที่สุดของทารก
นมแม่ (mother’s milk หรือ breast milk หรือ breastmilk) เป็นนมที่ผลิตโดยต่อมน้ำนมในเต้านมของผู้หญิง เป็นของเหลวมีชีวิต (living fluid) เช่นเดียวกับเลือด นมแม่ประกอบด้วยไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต รวมทั้งแร่ธาตุและวิตามิน จึงเป็นแหล่งโภชนาการหลักของทารกแรกเกิด นอกจากนี้ นมแม่ยังมีเซลล์ฆ่าเชื้อโรค เม็ดเลือดขาว แบคทีเรียที่มีประโยชน์ สารภูมิต้านทาน (antibody) สารต้านจุลชีพ และสารปกป้องผนังเซลล์ รวมถึงโปรตีนที่ให้การป้องกันแบคทีเรียและไวรัส
นมแม่ที่มีองค์ประกอบเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามแต่สถานการณ์ และแตกต่างกันไปในแต่ละคน เช่น
- ช่วงให้นมลูก: น้ำนมส่วนต้น (foremilk) ที่ออกจากเต้านมที่มีนมเต็ม จะมีน้ำมากและมีสีฟ้าอ่อน จากนั้นน้ำนมจะมีไขมันเพิ่มมากขึ้นๆ จนถึงน้ำนมส่วนท้าย (hindmilk) ที่ออกมาจากเต้านมที่ใกล้หมด จะมีไขมันมากที่สุดและมีสีขาวขุ่น (ดูรูป 1) อันเต็มไปด้วยแคลอรี่ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก

รูป 1 เปรียบเทียบน้ำนมส่วนต้น (ซ้าย) กับน้ำนมส่วนท้าย (ขวา)
ที่มา: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Human_Breastmilk_-_Foremilk_and_Hindmilk.png
สืบค้นเมื่อ 20 กรกฎาคม 2569
- เวลากลางวันกับกลางคืน: ปกตินมแม่จะมีสารเซโรโทนิน (serotonin) ที่ทำให้ทารกง่วงนอน แต่ในเวลากลางคืนน้ำนมจะมีสารเซโรโทนินมากกว่าในเวลากลางวัน ส่งผลให้ทารกนอนในเวลากลางคืนยาวกว่าในเวลากลางวัน อันจะทำให้แม่ได้มีโอกาสพักผ่อนมากขึ้นด้วย
- รสชาติของน้ำนม: น้ำนมจะดูดซับรสชาติของอาหารที่แม่รับประทาน อันจะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้รสชาติที่แตกต่างกัน
- ตัวทารก: น้ำนมที่แม่ผลิตให้ทารกที่คลอดก่อนกำหนดจะมีสารอาหาร แคลอรี่ และความเข้มข้นของโปรตีน แตกต่างจากน้ำนมที่ผลิตให้ทารกที่คลอดครบกำหนดอย่างมาก นอกจากนี้สารอาหารและความเข้มข้นของปัจจัยภูมิคุ้มกันในน้ำนม จะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุและการพัฒนาของลูกอีกด้วย
- ติดเชื้อ: ถ้าแม่หรือลูกเป็นหวัด ตัวแม่จะสร้างสารภูมิต้านทานและเม็ดเลือดขาวขึ้นมา และถ่ายโอนไปยังน้ำนม เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของลูก ให้ต่อสู้กับการติดเชื้อนั้นๆ
ประโยชน์ของนมแม่
- ในช่วงสองสามวันแรกหลังคลอด เต้านมจะผลิตน้ำนมเหลือง: น้ำนมที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย ทั้งแคลเซียม โปรตีน แร่ธาตุ และสารภูมิต้านทาน ที่ทารกต้องการในช่วงสองสามวันแรกของชีวิต
- น้ำนมแม่ไม่เพียงแต่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น แต่ยังสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ถึง 40 ชนิด
- นมแม่ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหูอักเสบ โรคทางเดินหายใจ และโรคทางเดินอาหาร ทารกที่ไม่ได้รับนมแม่มีความเสี่ยงสูงกว่าที่จะเป็นโรคหอบหืด โรคเบาหวาน และโรคอ้วนในวัยเด็ก
- การให้นมลูกอย่างเดียว จะทำให้ลำไส้ของลูกเต็มไปด้วยแบคทีเรียที่มีประโยชน์ อันจะช่วยพัฒนาภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน โรคอ้วน โรคอ้วนลงพุง (metabolic syndrome)
ด้วยประฺโยชน์มหาศาลของนมแม่ จึงทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า
- มารดาควรเริ่มให้นมบุตรภายในหนึ่งชั่วโมงหลังคลอด และให้นมต่อไปตราบเท่าที่ทารกต้องการ
- ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วงหกเดือนแรก
- ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อไปพร้อมกับอาหารเสริมที่เหมาะสมจนถึงอายุ 2 ปี หรือนานกว่านั้น
นมแม่ใช่ว่าจะมีประโยชน์ต่อลูกเท่านั้น การให้นมแม่ (breastfeeding) ยังจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพของแม่อีกด้วย องค์กรด้านสุขภาพต่างๆ จึงรณรงค์การให้นมแม่โดยใช้ “สัญลักษณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สากล”(ดูรูป 2)

รูป 2 สัญลักษณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สากล
ที่มา: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Breastfeeding-icon-med.svg
สืบค้นเมื่อ 12 กรกฎาคม 2569
การให้นมแม่หมายถึง การที่ทารกดูดนมจากเต้านมโดยตรง หรือการใช้เครื่องปั๊มนมเพื่อดูดนม แล้วป้อนให้ทารก การให้นมแม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของแม่ เช่น
- ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรเร็วขึ้น ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาในขณะที่ให้นมบุตร จะช่วยให้มดลูกหดตัวกลับไปสู่ขนาดก่อนตั้งครรภ์
- ช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่
- ช่วยลดน้ำหนัก เพราะการให้นมแม่ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากถึง 500 แคลอรีต่อวัน
- ช่วยลดโอกาสที่จะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคภาวะซึมเศร้าหลังคลอด
ในปีล่าสุด (2568) รางวัลอีกโนเบล สาขากุมารเวชศาสตร์ มอบให้กับนักวิจัยชาวอเมริกัน (Julie Mennella และ Gary Beauchamp) ที่ร่วมศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ของทารกที่กินนมแม่ เมื่อแม่กินกระเทียม