เวลาพูดถึงสตรีทฟู้ด เรามักได้ยินสองฝ่ายเถียงกันอยู่เสมอ ฝ่ายหนึ่งก็อยากให้คลายกฎระเบียบให้หาบเร่แผงลอยขายของกันได้ง่ายๆ เศรษฐกิจจะได้คึกคัก อีกฝ่ายก็เป็นกังวลว่าการปล่อยให้หาบเร่แผงลอยค้าขายได้อย่างอิสระ จะทำให้บ้านเมืองไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย แผงลอยเต็มไปหมดจนต้องลงไปเดินที่ถนน
แต่จริงๆ แล้ว การจัดการสตรีทฟู้ดในโลกจริงเป็นเรื่องซับซ้อน และไม่มีใครที่เลือกทางสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง แต่เป็นการบริหารแบบโอนอ่อนผ่อนปรนกันไป บทความฉบับนี้จึงจะพาไปส่องระบบการจัดการสตรีทฟู้ดจากอเมริกาและสิงคโปร์ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการสตรีทฟู้ดในโลกจริงมีความท้าทายอย่างไร และภาครัฐพอจะทำอะไรได้บ้าง

ภาพประกอบจาก freepik.com
เมื่อนึกถึงสตรีทฟู้ด หลายๆ คนมักจะพูดถึงสิงคโปร์ว่าเป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการสตรีทฟู้ดที่สมบูรณ์แบบ โดยสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการควบคุมใบอนุญาตและสุขอนามัยที่ชัดเจนและเข้มงวด แต่ในทางกลับกัน รัฐได้ลงทุนมหาศาลในการย้ายหาบเร่แผงลอยเข้าไปอยู่ใน “ศูนย์อาหาร” มาอย่างต่อเนื่องภายใต้ระยะเวลาหลายสิบปี ทำให้ผู้ค้ามีพื้นที่ที่มีทำเลดี สะอาด มีเงื่อนไขเช่าที่เหมาะสม ผลที่เกิดขึ้นได้ คือ ผู้ค้ามีที่ทำกิน ผู้บริโภคปลอดภัย และรัฐไม่ต้องไล่จับบ่อยๆ เพราะทุกคนอยู่ในระบบเศรษฐกิจของเมือง1
ในโลกความเป็นจริง ไม่มีประเทศไหนในโลกที่ปล่อยเสรีสตรีทฟู้ดสุดโต่งหรือแบนสตรีทฟู้ด ในสหรัฐอเมริกา รัฐแคลิฟอร์เนียผ่านกฎหมาย SB 946 ในปี 2018 โดยกำหนดให้เลิกใช้โทษทางอาญากับหาบเร่แผงลอย แต่ให้ใช้ระเบียบทางปกครองในการกำหนดเวลา สถานที่และรูปแบบการจำหน่ายที่ชัดเจน ในปี 2024 ลอสแอนเจลิสได้ยกเลิก “จุดห้ามขาย” หลายจุด แต่หาบเร่แผงลอยก็ไม่ได้มีอิสระโดยสมบูรณ์ เนื่องจากยังคงต้องรักษาความสะอาดตามระเบียบด้านการสุขาภิบาลอาหารอยู่2 นิวยอร์กซิตี้ก็เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ เมืองนี้มีปัญหาใบอนุญาตไม่พอมานานหลายสิบปี คนต้องรอคิวเป็นปีๆ โดยเมืองได้พยายามแก้ไขด้วยการเพิ่มใบอนุญาตทีละน้อย แต่ก็ยังคงมีการกำหนดจำนวนร้านค้าสูงสุดไว้อยู่3 สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะมีแรงกดดันทางการเมืองและสังคมให้เปิดกว้างให้มีหาบเร่แผงลอยมากขึ้น เมืองก็ยังต้องการรักษาการควบคุมไว้ในระดับหนึ่ง ทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามบริบทและความพร้อมของเมือง

ภาพประกอบจาก freepik.com
จริงๆ แล้วมีบทเรียนจากต่างประเทศหลายแบบที่น่าสนใจมากที่น่านำมาปรับใช้กับบริบทของประเทศไทย แต่เสียดายที่พื้นที่การเขียนในนี้คงไม่พอ จึงขอสรุปบทเรียนเพื่อตั้งคำถามกับระบบอาหารสตรีทฟู้ดประเทศไทยในด้านต่างๆ ดังนี้
เริ่มจากเรื่องพื้นที่ขาย เราเห็นว่าลอสแอนเจลิสเลือกที่จะ “ยกเลิกจุดห้ามขาย” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ค้ามีพื้นที่มากขึ้น แต่ในไทยกลับเป็นการ “ยกเลิกจุดผ่อนผัน” ให้ค้าขายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน คำถามคือ เราต้องการให้สตรีทฟู้ดมีจำนวนพื้นที่มากขึ้นหรือน้อยลง และถ้าเราต้องการลดจำนวนพื้นที่ เราพร้อมหรือยังที่จะรับมือกับผู้ค้าที่ถูกผลักออกจากระบบ พวกเขาจะไปทำมาหากินที่ไหน หรือต้องใช้ชีวิตอยู่ในความไม่มั่นคงว่าจะโดนไล่ที่เมื่อไหร่
หากเราต้องการจัดระเบียบการค้าขายอาหารสตรีทฟู้ดให้เข้มงวดแบบสิงคโปร์ เราต้องถามตัวเองว่าพร้อมหรือยังที่จะ “ให้รางวัล” กับผู้ประกอบการที่ทำตามกฎ ทั้งนี้เพราะสิงคโปร์ไม่ได้แค่บังคับให้ผู้ค้าปฏิบัติตามมาตรฐาน แต่ลงทุนสร้างศูนย์อาหารที่มีคุณภาพ มีค่าเช่าที่เหมาะสม และมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ทำให้การทำถูกต้องเป็นเรื่องง่าย ในไทย เรามีมาตรฐานการจำหน่ายอาหารสตรีทฟู้ดอยู่แล้ว แต่เรามีการสนับสนุนอะไรบ้างให้ผู้ค้ารายย่อยเข้าถึงมาตรฐานเหล่านี้ได้จริง มีกลไกให้ผู้ค้ามีเสียงในการร่วมกำหนดกฎด้วยหรือไม่ มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือไม่ มีพี่เลี้ยงธุรกิจที่ให้คำปรึกษาหรือไม่ มีพื้นที่ขายที่มีโครงสร้างพื้นฐานดีให้เช่าในราคาที่เหมาะสมหรือไม่ หรือเราแค่กำหนดมาตรฐานไว้สูงๆ แล้วปล่อยให้ผู้ค้าไปหาทางเองโดยไม่มีการช่วยเหลืออะไร
สิ่งที่ชัดเจนจากบทเรียนทั้งหมดคือ การจัดการสตรีทฟู้ดที่ดีไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการห้ามหรืออนุญาต แต่เป็นเรื่องของความสมดุลระหว่างการควบคุมและการสนับสนุน ระหว่างการบังคับใช้และการให้โอกาส ระหว่างมาตรฐานที่เข้มงวดและความเป็นจริงของผู้ค้ารายย่อย
ประเทศไทยมีสตรีทฟู้ดที่หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม คำถามคือเราจะหาจุดสมดุลนั้นได้อย่างไรโดยไม่ทำลายสิ่งที่ดีที่มีอยู่ พร้อมทั้งยกระดับให้ปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้น นี่คือคำถามที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันหาคำตอบ ไม่ใช่แค่ภาครัฐหรือผู้ค้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องเป็นการร่วมมือกันระหว่างผู้ค้า ชุมชน ผู้บริโภค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
เอกสารอ้างอิง


วีรภาคย์ ซำศิริพงษ์,กษมา ยาโกะ

ปราโมทย์ ประสาทกุล

รีนา ต๊ะดี

วรชัย ทองไทย

วรชัย ทองไทย

ชิษณุพงษ์ สรรพา

อภิชัย อารยะเจริญชัย

ปราโมทย์ ประสาทกุล