แม้ในยุคที่เทคโนโลยีและความรู้ทางการแพทย์ก้าวหน้าอย่างมาก แต่ “อคติ” และ “การตีตรา” ต่อผู้ป่วยจิตเวชยังคงเป็นกำแพงที่มองไม่เห็น ซึ่งขวางกั้นผู้คนจำนวนมากจากการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม การตีตรา (stigma) หมายถึง การมองผู้ป่วยจิตเวชว่า “อันตราย” “อ่อนแอ” หรือ “ควบคุมตัวเองไม่ได้” ความเชื่อเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความอับอาย แต่ยังทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวปิดบังอาการ และหลีกเลี่ยงการไปพบแพทย์ในระยะเริ่มต้น

ที่มา gemini
งานวิจัยจำนวนมากพบว่าการตีตรามีผลโดยตรงต่อ “ระยะเวลาของอาการโรคจิตที่ไม่ได้รับการรักษา” (Duration of Untreated Psychosis: DUP) ซึ่งเป็นช่วงเวลาตั้งแต่เริ่มมีอาการครั้งแรกจนถึงได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม เมื่อช่วงเวลา DUP ยาวนานขึ้น ผลลัพธ์ของการรักษามักจะลดลงตามไปด้วย เช่น มีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอนเรื้อรัง การฟื้นตัวช้า และเสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำสูง งานศึกษาจากต่างประเทศ ชี้ให้เห็นว่าการตีตราทั้งจากสังคมและจากตัวผู้ป่วยเอง (self-stigma) มีอิทธิพลสำคัญต่อการตัดสินใจเข้ารับการรักษา1,2
ในบริบทของประเทศไทย การตีตราผู้ป่วยจิตเวชยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้ารับบริการสุขภาพจิตในประเทศไทย ทั้งจากตนเอง ครอบครัว และชุมชน ซึ่งทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากลังเลที่จะเข้ารับการรักษาในระบบจิตเวช มีผลการศึกษาในไทยพบว่าการตีตรามีรากมาจากความเชื่อทางวัฒนธรรมและศาสนา เช่น การมองว่าความเจ็บป่วยทางจิตเป็นผลจากกรรมหรือการขาดความเข้มแข็งทางใจ นอกจากนี้ ทัศนคติเชิงลบต่อผู้ป่วยยังถูกส่งต่อผ่านการเลี้ยงดูและสื่อสาธารณะ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกอับอายและปฏิเสธการรักษา3 การลดการตีตราจำเป็นต้องอาศัย “ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน” ทั้งบุคลากรสาธารณสุข ครอบครัว และสื่อมวลชน4

ที่มา gemini
การลดการตีตราจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของทัศนคติ แต่เป็นการสร้าง “วัฒนธรรมแห่งความเข้าใจ” ในระดับสังคม ตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น โครงการ Lambeth Early Onset (LEO) Service ในสหราชอาณาจักร และ Early Psychosis Prevention and Intervention Centre (EPPIC) ในออสเตรเลีย ได้พิสูจน์แล้วว่าการให้ความรู้แก่สังคม การทำงานร่วมกับครอบครัว และการให้บริการแบบบูรณาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สามารถลดระยะ DUP และเพิ่มอัตราการฟื้นตัวของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ5
การแก้ปัญหาการตีตราต้องทำทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และสังคม เช่น
ตัวอย่างในประเทศไทย เช่น โครงการ “ลดการตีตราผู้ป่วยจิตเวชในชุมชน” ของกรมสุขภาพจิต (2562) ซึ่งจัดอบรมให้ อสม. ครอบครัว และผู้นำชุมชนเข้าใจเรื่องโรคจิตเภท ผลการประเมินพบว่าความเข้าใจและทัศนคติเชิงบวกต่อผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (กรมสุขภาพจิต, 2562)6
เมื่อเราเริ่มมองผู้ป่วยจิตเวชไม่ใช่ด้วย “ความกลัว” แต่ด้วย “ความเข้าใจ” เรากำลังปลดล็อกโอกาสในการเยียวยา ไม่เพียงต่อเขาแต่ต่อสังคมเพราะในที่สุดแล้ว การรักษาที่แท้จริงไม่ได้เริ่มจากยา แต่เริ่มจาก “หัวใจที่ไม่ตีตรา”
เอกสารอ้างอิง


เสฎฐวุฒิ ยุทธาวรกูล

สุชาดา ทวีสิทธิ์

นิพนธ์ ดาราวุฒิมาประกรณ์

ประสาน อิงคนันท์

กัญญา อภิพรชัยสกุล

เศร้าซึม Ep.1

สุชาดา ทวีสิทธิ์

เสฎฐวุฒิ ยุทธาวรกูล

กาญจนา เทียนลาย

นุชราภรณ์ เลี้ยงรื่นรมย์

วรรณี หุตะแพทย์

อมรา สุนทรธาดา

ภัสสร มิ่งไธสง

นฤมล เหมะธุลิน,อภิชาติ แสงสว่าง

ปรียา พลอยระย้า

กัญญาพัชร สุทธิเกษม

ณัฐพร โตภะ

นุชราภรณ์ เลี้ยงรื่นรมย์

ปรียา พลอยระย้า