พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้ให้ความหมายของคำว่า "สุรา" คือน้ำเมาที่ได้จากการกลั่น ส่วน "เมรัย" คือนํ้าเมาที่เกิดจากการหมักหรือแช่ หรือนํ้าเมาที่ไม่ได้กลั่น สำหรับ "เหล้า" คือนํ้าเมาที่กลั่นหรือหมักแล้ว ดังนั้นเหล้าจึงเป็นคำรวมของน้ำเมาทั้งสองชนิด
มนุษย์รู้จักเหล้ามาหลายพันปีก่อนประวัติศาสตร์แล้ว ดังหลักฐานต่างๆ เช่น ภาชนะบรรจุเบียร์อายุ 13,000 ปี ในตะวันออกกลาง ภาชนะดินเผาบรรจุไวน์องุ่น ไวน์ผลไม้ น้ำผึ้งหมัก และเบียร์ข้าว อายุ 7,600 – 9,600 ปี ในประเทศจีน การดื่มเหล้าเพื่อการเฉลิมฉลองหรือสันทนาการจึงมีอยู่ในทุกสังคม รวมทั้งสังคมไทยด้วย (ดูรูป)

รูป ภาพฝาผนัง "คนดื่มเหล้า" ในวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่
ที่มา: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:037_Drinking_(9202732763).jpg
สืบค้นเมื่อ 26 มีนาคม 2569
เหล้าเป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ตั้งแต่ 0.5% ขึ้นไป แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามปริมาณของแอลกอฮอล์ที่ผสม คือ
1) น้ำเมาที่มีปริมาณแอลกอฮอล์น้อยกว่า 15% เช่น เบียร์ เหล้าหมักน้ำผึ้ง (mead) ไซเดอร์
2) น้ำเมาที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ระหว่าง 12 - 20% เช่น ไวน์ สาเก
3) น้ำเมาที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ตั้งแต่ 20% ขึึ้นไป คือ สุรา (spirit) เช่น บรั่นดี วิสกี้ วอดก้า รัม จิน
แอลกอฮอล์ที่ผสมในเหล้าเป็นแอลกอฮอล์ที่บริโภคได้ คือ เอทานอล (ethanol หรือ ethyl alcohol) ที่เป็นของเหลวใสไม่มีสี ได้มาจากการหมักยีสต์กับพืช เช่น องุ่น ข้าวบาร์เลย์ มันฝรั่ง โดยยีสต์จะเปลี่ยนน้ำตาลในพืชให้เป็นแอลกอฮอล์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การหมักยีสต์นี้จะได้แอลกอฮอล์ (เอทานอล) ไม่เกิน 20% อันเป็นน้ำเมาในประเภทที่ 1 และ 2 หรือ “เมรัย”
ส่วนน้ำเมาประเภทที่ 3 หรือ “สุรา” ซึ่งมีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่าที่การหมักยีสต์จะทำได้ จึงต้องดำเนินการกลั่นต่อไปอีก เช่น วอดก้า ที่หลังจากทำการหมักยีสต์กับมันฝรั่งแล้ว ก็จะนำไปกลั่นต่อเพื่อให้ได้ปริมาณแอลกอฮอล์ที่ 40%
นอกจากเอทานอลที่เป็นแอลกอฮอล์บริโภคได้แล้ว ยังมีแอลกอฮอล์อีก 2 ชนิด (ที่บริโภคไม่ได้) คือ เมทานอล (methanol หรือ methyl alcohol) และไอโซโพรพานอล (isopropanol หรือ isopropyl alcohol หรือ IPA) โดยที่เมทานอลเป็นแอลกอฮอล์ที่เกิดจากผลพลอยได้ของการกลั่นปิโตรเคมีจำพวกถ่านหิน มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่นเฉพาะตัว ระเหยง่าย และติดไฟได้ เมทานอลเป็นสารพิษ ถ้าสัมผัสหรือสูดดมจะทำให้เกิดการระคายเคืองตา ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ จึงใช้ในงานอุตสาหกรรม เช่น ใช้เป็นตัวทำละลายสำหรับผสมสี น้ำมันเคลือบเงา ยาลอกสี และใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตพลาสติก รวมทั้งใช้เป็นส่วนผสมของเชื้อเพลิง
ส่วนไอโซโพรพานอลผลิตจากก๊าซโพรพิลีน (propylene gas) มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี มีกลิ่นค่อนข้างฉุน มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคอย่างมีประสิทธิภาพ จึงนิยมใช้เป็นสารฆ่าเชื้อในทางการแพทย์ ใช้ทำความสะอาดพื้นผิว เฟอร์นิเจอร์ และสิ่งของต่างๆ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาด (rubbing alcohol) นอกจากนี้ไอโซโพรพานอลยังใช้เป็นตัวทำละลายในอุตสาหกรรมอีกด้วย
ถึงแม้ว่าแอลกอฮอล์จะมี 3 ชนิด แต่เมื่อกล่าวถึงแอลกอฮอล์ในเหล้าก็จะหมายถึงเอทานอลซึ่งเป็นสารกดประสาท ที่จะส่งผลให้เกิดอาการมึนเมา แอลกอฮอล์จะออกฤทธิ์ทันทีที่เข้าปาก และจะมีผลชัดเจนมากขึ้นเมื่อแอลกอฮอล์ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย
ทันทีที่ดื่มเหล้า แอลกอฮอล์บางส่วนจะเข้าสู่กระแสเลือดผ่านเส้นเลือดฝอยเล็กๆ ในปากและลิ้น เมื่อแอลกอฮอล์ไหลผ่านระบบย่อยอาหาร ร้อยละ 20 ของแอลกอฮอล์จะเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางกระเพาะอาหาร ส่วนที่เหลือจะเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางลำไส้เล็ก
ถ้าในกระเพาะอาหารมีอาหารอยู่ แอลกอฮอล์ก็จะคงอยู่ในกระเพาะนานขึ้น แต่ถ้าไม่มีอาหารในกระเพาะ แอลกอฮอล์จะเคลื่อนเข้าสู่กระแสเลือดเร็วขึ้น ทำให้รู้สึกเมาเร็วขึ้นด้วย
แอลกอฮอล์สามารถเคลื่อนตัวไปทั่วร่างกายได้อย่างรวดเร็วทางกระแสเลือด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย จนกว่าตับจะย่อยสลายแอลกอฮอล์จนหมด แอลกอฮอล์ในกระแสเลือดจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดผิวแดงก่ำ รู้สึกร้อนขึ้นชั่วคราว อุณหภูมิร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว และความดันโลหิตลดลง
ภายใน 5 นาที แอลกอฮอล์จะไปกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดปามีน (dopamine) และเซโรโทนิน (serotonin) อันจะทำให้เกิดความรู้สึกดีขึ้น มีความสุข เข้าสังคมได้ มั่นใจ และรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น แต่เมื่อดื่มมากขึ้น แอลกอฮอล์จะไปกดระบบประสาทส่วนกลาง และรบกวนเส้นทางการสื่อสารและการประมวลผลข้อมูลของสมอง ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น พูดไม่ชัด มองเห็นภาพเบลอ เวียนศีรษะ สูญเสียการทรงตัว
โดยปกติสมองยังผลิตฮอร์โมนต้านปัสสาวะ (antidiuretic hormone) เพื่อบอกไตว่าควรกักเก็บน้ำไว้เท่าไหร่ แต่แอลกอฮอล์จะไปจำกัดการผลิตฮอร์โมนต้านปัสสาวะ อันส่งผลให้ไตปล่อยน้ำออกมากขึ้น ทำให้คนดื่มเหล้าปัสสาวะบ่อยขึ้น
แอลกอฮอล์สามารถระเหยจากเลือดผ่านปอด และเคลื่อนเข้าสู่ลมหายใจได้ ทำให้คนดื่มเหล้ามีกลิ่นเหมือนโรงเบียร์หลังจากดื่มมาทั้งคืน และทำให้เครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ในลมหายใจสามารถตรวจจับได้
การดื่มเหล้าเป็นประจำย่อมนำไปสู่โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด ทำให้แอลกอฮอล์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1
ในประเทศไทย การดื่มเหล้าเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับสองรองจากการสูบบุหรี่ ที่ส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิตและภาระโรค โดยสาเหตุหลักของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ ได้แก่ อุบัติเหตุทางถนน โรคตับแข็งและภาวะตับวาย โรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งระบบทางเดินอาหาร
ในปีล่าสุด (2568) รางวัลอีกโนเบล สาขาสันติภาพมอบให้แก่นักวิจัยจากประเทศเนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และเยอรมัน ( Fritz Renner, Inge Kersbergen, Matt Field และ Jessica Werthmann) ที่แสดงให้เห็นว่า การดื่มเหล้าทำให้การพูดภาษาต่างประเทศดีขึ้นในบางครั้ง


อมรา สุนทรธาดา

อมรา สุนทรธาดา

จงจิตต์ ฤทธิรงค์

อมรา สุนทรธาดา

กาญจนา เทียนลาย

ปราโมทย์ ประสาทกุล

วรชัย ทองไทย

ปราโมทย์ ประสาทกุล

กาญจนา เทียนลาย,วิภาพร จารุเรืองไพศาล

วรชัย ทองไทย

ปราโมทย์ ประสาทกุล

วรชัย ทองไทย

วรชัย ทองไทย

วรชัย ทองไทย